ช่วงนี้ถ้าใครได้เล่น Youtube บ่อย ๆ ก็คงจะสังเกตเห็นโฆษณาไอติมตัวหนึ่ง ที่ขยันมาขึ้นบนหน้าจอเราบ่อยเหลือเกิน และเมื่อเห็นโฆษณานี้ทีไร ก็รู้สึกลุ้นว่าจะเป็นตอนใหม่หรือเปล่าทุกที.. ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง โฆษณาสุดแปลกแหวกแนวของ ไอติม Nestlé Extreme Nama Peanut Butter  นั่นเอง 

อย่างที่รู้กันดีว่า การที่เราจะทำโฆษณาบนออนไลน์มีเดียไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตามนั้น เราจะต้องใช้งบในการกระจายโฆษณาแคมเปญนั้น ๆ ให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งหากคุณต้องการให้กลุ่มเป้าหมายของคุณเห็นโฆษณาบ่อย ๆ  ก็ต้องแลกมากับการจ่ายค่าโฆษณาที่มากขึ้น และยังมีค่าใช้จ่ายในค่าการทำคอนเทนท์โฆษณาอีก ด้วยเหตุนี้ทำให้เราสงสัยว่าทำไมเนสเล่ถึงทุ่ม Budget ในการทำการตลาดแบบนี้นะ ? และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เนสเล่ทำการตลาดรปแบบนี้ซะด้วย ถ้าลองมองย้อนกลับไปเราก็จะเจอกับซีรีส์โฆษณาของไอติมเนสเล่แต่ละรสชาติที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า การทำการตลาดรูปแบบนี้มันจะต้องเวิร์คแน่นอน ! รู้สึกสนใจกันขึ้นมาแล้วล่ะสิ งั้นเรามาลองวิเคราะห์กันซักหน่อยดีกว่า ว่าทำไมการทำการตลาดรูปแบบนี้ถึงได้ผลและประสบความสำเร็จ 

ถึงเนสเล่จะมีซีรีส์โฆษณาไอติมหลายตัว แต่วันนี้เราจะขอเลือกวิเคราะห์จากซีรีส์โฆษณา Nestlé Extreme Nama Peanut Butter หรือเรียกสั้นๆว่าไอติมเนยถั่วสุดโปรดของเรานั่นเอง ซึ่งก่อนที่เราจะวิเคราะห์แคมเปญการตลาดนั้น ผู้เขียนอยากจะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์กลุ่ม Target ของสินค้าชิ้นนี้กันก่อนนะคะ 

เริ่มจากการวิเคราะห์ถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของแคมเปญนี้กันก่อน จากการ research และหาข้อมูลแล้วพบว่ากลุ่มที่นิยมทานไอติมบ่อยที่สุดจะอยู่ในช่วงวัยรุ่น ที่อายุประมาณ 18-25 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง อาศัยอยู่ทั่วพื้นที่ในประเทศไทย และชื่นชอบการทานของหวานซึ่งมีหลากหลายเมนูยอดฮิตที่ครองใจคนกลุ่มนี้

ถ้าจะให้ชัดเจนขึ้นผู้เขียนจะลองกำหนด Persona ขึ้นมา เพื่อที่จะได้ให้ทุกคนเห็นภาพและเข้าใจกลุ่มเป้าหมายนี้มากยิ่งขึ้นค่ะ และนี่คือตัวอย่าง การสร้าง Persona ที่ทางผู้เขียนได้สร้างขึ้นมาจากข้อมูลที่ research มาค่ะ


จะเห็นได้ว่า Customer journey ของกลุ่มเป้าหมายที่ทางเราได้ลองหาข้อมูลจากการสอบถามกลุ่ม Persona และนำมาวิเคราะห์นั้น พบว่าคนเราจะอยากกินไอติมเมื่อรู้สึกว่าร่างกายต้องการของหวาน เพื่อเพิ่มความสดชื่นจากการทานอะไรเย็นๆ หรือล้างปากหลังการทานของคาวไป

ซึ่งขั้นตอนในการตัดสินใจซื้อไอติม ก็มักจะไม่ได้ซับซ้อนเท่าไหร่ และจากการสำรวจยังพบอีกว่าจะมีอยู่ไม่กี่ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินในซื้อนั่นคือ การรับรู้ การได้เห็น การได้ยิน การได้ฟัง สิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับไอติมจนทำให้เกิดการจดจำแบรนด์หรือเกิดการอยากลองพิสูจน์รสชาตินั้นขึ้นมา ซึ่งตรงนี้ก็คือส่วนของการสร้าง Brand Awareness ที่หลาย ๆ แบรนด์ก็กำลังทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของโฆษณา การอ่านรีวิวตามเพจที่ได้ติดตาม หรือเห็นคนใกล้ตัวกิน จะทำให้เกิดขั้นตอน Consideration ที่จะเป็นการถามตัวเองว่าอยากลองกินไอติมรสนี้ไหม? ซึ่งจริง ๆ แล้วคำตอบอาจแวบเข้ามาในหัวได้เองโดยอัตโนมัติว่าเราอยากลองกินหรือเปล่า และหลังจากได้รับ Awareness แล้วนั้นเราก็จะเกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งอาจเกิดได้ 3 ความรู้สึก ด้วยกัน คือ 

1.สนใจ อยากลองกิน    2.ไม่สนใจที่จะกินเลย   3.เฉยๆ  

ซึ่งคำตอบหรือความรู้สึกนั้นสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ถ้าเราได้รับการรับรู้ (Awareness) เกี่ยวกับไอติมเนยถั่วเพิ่มเติม เช่น จากที่เห็น Ads แล้ว รู้สึกอยากลองกิน แต่เห็นรีวิวจากเพจที่ติดตามบอกว่าไม่อร่อย เราก็อาจจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อกินก็ได้ หรือจากที่ไม่คิดจะลองกินเลย แต่เพื่อนมาบอกว่ามันอร่อย เราก็อาจจะตัดสินใจไปซื้อกิน หรือจากที่เฉยๆ แต่เห็นไอติมเนยถั่วเป็นกระแสในโซเชียล ก็เลยอยากลองกินบ้าง ดังนั้นแปลว่าสื่อที่เราได้รับ(Awareness) นั้นมีผลมากพอสมควรกับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบัน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเนสเล่ถึงได้เลือกลงทุนทำโฆษณาเพื่อสร้าง awareness ขนาดนั้น

โอเคค่ะ ขอจบการวิเคราะห์ Prsona ไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ แล้วมาเริ่มต้นวิเคราะห์การตลาดของไอติมเนยถั่วสุดโปรดของผู้เขียนกันดีกว่าค่ะ ซึ่งจากบทวิเคราะห์ Customer Persona ข้างต้น จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนของการสร้าง Awarenesss นั้นสำคัญมากจริงๆ สำหรับ Product อย่างไอติม งั้นเรามาดูกันว่า Nestlé Extreme Nama Peanut Butter นั้นมีการทำการตลาดในส่วน Awareness อย่างไรกันบ้าง? 

เริ่มแรกเนสเล่ได้ปล่อย Vdo Ads ซีรีส์ Change the universe

 โดยสตอรี่ในโฆษณานี้จะเกี่ยวกับ “บัตเตอร์” ผู้หญิงที่แฟนไม่ค่อยใส่ใจและถูกพูดจาไม่ดีใส่ กับ “พีนัท” หนุ่มข้างบ้านที่ชอบมากินไอติมฟรีที่บ้านเธออยู่บ่อย ๆ ซึ่งถ้าบัตเตอร์ได้กินไอติม เธอจะได้ยินเสียงคำชมแทนเสียงคำด่า เป็นการเปลี่ยนโลกของเธอให้พบแต่ความสุข ซึ่งสามารถดูเรื่องราวเต็มๆได้ที่คลิปข้างบน และหลังจากที่ผู้เขียนได้ชมวิดีโอตัวนี้แล้วก็มีความคิดเห็นที่อยากมาแชร์ให้กับผู้อ่านทุกท่านได้ฟังกันดังนี้ค่ะ 

เริ่มจาก Key message ที่โฆษณานี้ต้องการสื่อคือ “อร่อยเปลี่ยนโลก” ซึ่งก็ถือว่าตอบโจทย์ Insight ของกลุ่ม Target ได้ดี         โดยเป็นการนำ Insight ของการกินไอติม “กินเพราะต้องการความสุข” มารวมกับ Goal ของกลุ่ม Target                                 “อยากใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุข และผ่านพ้นไปได้ดี” ซึ่งถึงแม้ Key message จะออกแนวเล่นกับ Emotion แต่ว่าตัว Ads ก็ยังมีการพูดถึงตัวไอศกรีมอยู่ โดยการนำข้อมูลจำพวกจุดขายทางรสชาติ มาใส่ทำนอง เพื่อให้กลายเป็นเพลงสั้น ๆ ใน Ads นั้นสามารถช่วยเพิ่มการจดจำต่อตัวสินค้าได้ดีขึ้น และนอกจากนี้ตัวละครยังได้มีการกัดแท่งไอศกรีมหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะพูดถึงความอร่อยของไอศกรีมไปด้วย (เทคนิคนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดแบบ Neromarketing มาช่วยในการตลาด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่) ทำให้คนที่ดู Ads นั้น ต้องเกิดความรู้สึกอยากลองกิน ไอติม นามะ พีนัท บัตเตอร์ กันบ้างล่ะ ตัวผู้เขียนเองก็เช่นกัน 555 

ในมุมมองส่วนตัวผู้เขียนนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของ Product ประเภทอาหาร หน้าที่ของนักการตลาดก็คือต้องทำยังไงก็ได้ ให้คนดูเกิดความรู้สึกอยากกินตาม ซึ่งมักจะเป็นหน้าที่ของสตอรี่ใน Ads ว่าจะทำให้คนดูอยากลองชิมไอติมได้มากแค่ไหน และส่วน Key message หากได้ยินเพียงผิวเผินอาจไม่ได้มีผลมากในแง่ของการจูงใจให้คนอยากซื้อมาลองกินมากนัก แต่หากมีการ ตอกย้ำ Key Message หรือ Retargeting กับ Key Message นั้น ซ้ำ ในทุก ๆ ช่องทางก็มีส่วนทำให้ Audience สามารถจดจำตัว Product ได้    ซึ่งนั่นก็เป็นผลดีต่อตัวสินค้าในอนาคต 

 และหลังจากปล่อยโฆษณาตัวนี้ประมาณ 15 วัน ทางเนสเล่ก็ได้ปล่อยซีรีส์โฆษณาตัวใหม่คือ “Wow World”                                     ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ตอน

โดยเรื่องราวในโฆษณานี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ชาย 4 คนที่ถูกพามายังดินแดนพิศวงแห่งหนึ่ง เพื่อทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จ

สิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นจุดที่น่าสนใจ ในตัวโฆษณาชิ้นนี้คือ Mode&Tone ที่แตกต่างจากซีรีส์โฆษณาชุดก่อนหน้า โดยโฆษณาชุดนี้ จะออกแนวเกม แฟนตาซี และผจญภัย ในขณะที่ซีรีส์ Change the Universe จะออกแนวความรักสไตล์ย้อนยุค 

ซึ่งทางผู้เขียนวิเคราะห์ว่าการที่เนสเล่ ทำโฆษณา 2 ซีรีส์นี้ขึ้นมา ก็เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มี lifestyle ความชอบ และความสนใจที่ต่างกัน

โดยในความเห็นของทางเราต่อซีรีส์โฆษณาชุด Change the Universe นั้น คือแคมเปญนี้น่าจะสามารถสร้างความสนใจต่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงได้ดีกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องของความรักที่น่าจะเป็นเรื่องที่วัยรุ่นสนใจ

ส่วนซีรีส์โฆษณาชุด Wow World น่าจะถูกสนใจโดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นผู้ชาย หรือผู้ที่ชื่นชอบเล่นเกมมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากสตอรี่ในโฆษณาจะเป็นฉากเกี่ยวกับเกม และถึงแม้ว่าเรื่องราวซีรีส์โฆษณา 2 ชุดนี้จะมีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังคงไว้ซึ่ง Key message เดียวกัน นั่นก็คือ “อร่อยเปลี่ยนโลก” เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจตรงกันว่า ไอติม เนสเล่ นามะ พีนัท บัตเตอร์ กินแล้วเปลี่ยนโลก(เรา)ให้มีความสุขขึ้นได้จริง ๆ นะ !

ต่อมาเรามาดูถึงผลลัพธ์ของโฆษณากันบ้างดีกว่า ว่าโฆษณา 2 ชุดนี้ สามารถสร้าง Impact ได้ดีแค่ไหน? และนี่คือผลลัพธ์จาก    การที่ผู้เขียนได้ลอง Search หา Keyword เกี่ยวกับไอติมเนยถั่ว ในช่วงที่โฆษณา 2 ชุดนี้ถูกปล่อย

ซึ่งทางเราได้ใช้คำว่า #อร่อยเปลี่ยนโลก , #อร่อยมว๊ากกก ในการค้นหา พบว่าจากแพลตฟอร์มยอดฮิตของกลุ่ม Target อย่าง Youtube , IG นั้น ได้มียอดรวมจาก Social Reach อยู่ที่ 16M และยอดรวมจาก Social Engagment อยู่ที่ 205M ซึ่งถือได้ว่าเป็นยอดที่สูงพอสมควร 

และนี่คือช่องที่มี Impact สูงสุดจาก Youtube และ IG ตามลำดับ

แต่ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ เมื่อเราลอง Search ต่อด้วยคำว่า เนยถั่ว , ไอติม และ เนสเล่ ผ่านทาง Google พบว่าในช่วงที่ฉายโฆษณานั้น มีจำนวนผู้คนที่ได้ Search หา 3 คำนี้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แสดงว่าแคมเปญนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ตัว Product เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่แคมเปญจากไอศกรีม Nestlé Extreme Nama Peanut Butter ได้ส่งผลการตอบรับไปยังชื่อเสียง Brand (เนสเล่) อีกด้วย และเท่านั้นไม่พอ แคมเปญนี้ยังได้สร้างอิทธิพลต่อผู้บริโภคอยู่บ้าง เนื่องจากมีการ Search คำว่าเนยถั่วเพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นไปได้ว่า นอกจาก Search หาเกี่ยวกับตัวไอติมเนยถั่วนี้แล้ว ผู้บริโภคอาจจะมองหาผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นที่เกี่ยวข้องกับเนยถั่วอยู่ก็เป็นได้ สื่อให้เห็นว่าโฆษณา 2 ชุดนี้ ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจเนยถั่วกันมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนทำโฆษณาที่คุ้มค่าต่อค่าใช้จ่ายที่เสียไปจริงๆ สุดยอดไปเลยค่ะ

นอกจากทำซีรีส์โฆษณาเพื่อการ Awareness แล้ว เนสเล่ก็ยังมีการทำ Content อื่นๆเพื่อสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมอีกด้วย และนี่คือตัวอย่างที่เราได้รวบรวมมาค่ะ

Sale here 

คิ้วต่ำ 

ลดราคา บอกด้วย 

Eventpass

GOG GAG

เนสเล่จะให้แต่ละเพจทำ Content ถึงไอติมเนยถั่ว มีทั้งแบบโฆษณาตรง ๆ หรือทำ  content ให้เป็นสไตล์เดียวกันกับเพจ               ซึ่งสังเกตได้ว่าแต่ละเพจนั้นจะมียอดผู้ติดตามค่อนข้างสูง และมีประเภทของเพจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น บุคคล , ของกิน , ท่องเที่ยว ฯลฯ เพื่อสร้างการรับรู้ไอติมเนยถั่วให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด โดยจะมีแฮชแท็ค #NesleExtreamNamaPeanutButter #ไอติมออกใหม่อร่อยเกินคาด #อร่อยเปลี่ยนโลก #อร่อยมว๊ากกก #อร่อยไปแดก กำกับ Content ไว้อีกด้วย

และเมื่อลองส่องคอมเม้นท์แต่ละรูป ก็ถือว่าผลลัพธ์ค่อนข้างโอเค คนที่เข้ามาคอมเมนท์มีการ tag หาเพื่อนให้มาดูโพสต์ รวมถึงมีคอมเม้นท์ที่ให้ความสนใจอยากลองชิมไอติมเนยถั่วนี้ และบางเม้นท์ก็ได้รีวิวรสชาติไอติมเอาไว้ด้วย จะเห็นได้ว่า เมื่อได้รับ Awareness แล้ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็ตัดสินใจได้ทันทีเลย ว่าจะลองซื้อกินหรือไม่กินดี? และยิ่งถ้าผู้บริโภคได้รับ Awareness จากเพจ/บุคคลที่เขาเชื่อถือ ก็จะยิ่งส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้นไปอีก 

และนี่ก็คือบทวิเคราะห์การตลาดของไอติม Nestlé Extreme Nama Peanut Butter ในมุมมองของผู้เขียนค่ะ

** ต่อมาเรามาลองสวมหมวกเป็นนักการตลาดของเจ้าไอติมเนยถั่วตัวนี้กัน ดีกว่า ว่าถ้าเป็นเราจะมีไอเดียทำการตลาดยังไง ? 

เนื่องจากการสร้าง Awareness นั้น เป็นสิ่งที่เนสเล่ทำได้ดีอยู่แล้ว ทางเราจึงอยากเพิ่มในส่วนของ Engagement ให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น (Obj.) โดยผ่านแคมเปญ “Change Nut to Star” พร้อมยังคงใช้ Key message “อร่อยเปลี่ยนโลก”  เช่นเดิม โดยรายละเอียดของกิจกรรมนั้นจะเป็นการสร้างไอจีฟิตเตอร์ให้ผู้บริโภคได้เล่นกัน โดยหน้าตาของไอจีฟิตเตอร์ที่สร้างขึ้นนั้นจะออกแนวตลกและเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน เนื่องจากความตลกมักจะดึงดูดให้คนสนใจร่วมเล่นได้ดีมากกว่า โดยมีรายละเอียดดังนี้ เมื่อเราอ้าปากแล้ว จะมีเมล็ดถั่วต่างๆก็จะวิ่งกรู่เข้าไปในปากเรา และต่อมาใบหน้าของเราก็จะกลายเป็นถั่วพันธุ์ต่าง ๆ โดยจะมีการสุ่มใบหน้าที่จะเปลี่ยนเป็นถั่วแตกต่างชนิดกัน ซึ่งจะมีทั้ง ถั่วลิสง ถั่วอัลมอนด์ ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา เป็นต้น 

จากนั้นเราจะต่อยอดจากไอจีฟิตเตอร์นี้โดยการให้ผู้เล่นเปิดไอจีเป็นสาธารณะ และ Tag ไอจีสตอรี่(ต้องเป็นหน้าถั่วพีนัทเท่านั้น)ไปยังแบรนด์ เพื่อเป็นการอนุญาตให้แบรนด์สามารถนำคลิปสตอรี่ของผู้เล่นไปโพสต์ลงในหน้า Landing Page ซึ่งจะโพสต์ในลักษณะของ Wall of frame โดยจะให้ผู้เล่นไปค้นหาคลิปตัวเองในหน้านั้น เพื่อรับหมายเลขประจำคลิป จากนั้นจะมีการประกาศหมายเลขคลิปที่ของผู้โชคดี ของผู้ที่ได้ร่วมแสดงโฆษณาไอติมเนสเล่ ภาคพิเศษ 

หากถ้าถามว่าแคมเปญ Change Nut to Star จะส่งผลดีต่อเนสเล่ยังไงบ้าง?  คำตอบก็คือ 

1.แบรนด์ได้รับ “Engagement” จากผู้บริโภค 

 อย่างที่รู้กันดีว่ากลุ่มวัยรุ่น หรือ Gen z นั้นมักไม่ค่อยมีความ Loyalty กับแบรนด์ซักเท่าไหร่ เพราะ Gen นี้ ชอบที่จะลองอะไรใหม่ๆอยู่เสมอ การที่ให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมกับแบรนด์ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะดึงดูดให้พวกเขามาสนใจแบรนด์เราได้ ซึ่งแคมเปญ Change Nut to Star ก็เป็นแคมเปญที่ช่วยเพิ่มยอด Engagement โดยตรง 

2.แบรนด์ได้รับ “กระแส” 

การมี กระแส จะช่วยให้ผู้บริโภคหันมาสนใจหรืออยากรู้จักแบรนด์มากขึ้น ซึ่งแคมเปญที่เราคิดเป็นการนำกิจกรรมที่กลุ่ม Target ชอบทำอย่างการถ่ายรูปลงไอจีสตอรี่มาเป็นวิธีเล่น และยังมีของรางวัลที่จูงใจให้พวกเขาสนใจมาเข้าร่วมสนุกได้อีกต่างหาก  

3.เพิ่มความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค 

การที่ให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสมาร่วมเล่นโฆษณากับเนสเล่นั้น จะเป็นการทำให้เนสเล่เป็นแบรนด์ที่ดูแตกต่างจากคู่แข่ง ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเนสเล่นั้น Real เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งทำให้เกิด Brand Love ตามมาได้

เป็นอย่างไงกันบ้างคะกับบทวิเคราะห์การตลาดของไอติมเนสเล่ สุดท้ายนี้ผู้เขียนอยากฝากแนวคิดในการทำแคมเปญโฆษณาไว้ เผื่อเป็นไอเดียให้กับผู้อ่านทุกท่านนำไปปรับใช้กับธุรกิจคุณดูค่ะ 

 “ ปัจจุบันการทำโฆษณาเรื่องเดียวแล้วหวังจะสร้าง Awareness ให้ครอบคลุมกลุ่ม Target ทั้งหมดอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจากผู้บริโภคมีความเป็น Individual มากขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องมีการแบ่ง Persona จากกลุ่ม Target ให้หลากหลายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเลือกกลุ่มที่คิดว่ามี Impact สูงสุดมาอย่างน้อย 2 กลุ่ม เพื่อสร้าง Ads ที่มี Storytelling ที่ทัชใจ target ของเราให้ได้ ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่อง Customer centric ที่ว่าการเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริงนั้น จะทำให้แคมเปญเราประสบความสำเร็จและคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เสียไป เหมือนกับที่เนสเล่ให้ความสำคัญกับการทำโฆษณา เนื่องจากการตัดสินใจซื้อไอติมของผู้บริโภคนั้น ขึ้นอยู่กับขั้นตอน Awareness เป็นหลัก และทั้งหมดนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมไอติมเนสเล่ถึงทุ่มงบทำโฆษณามากขนาดนั้นกัน ในมุมมองของผู้เขียน หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้รับประโยชน์ไปต่อยอดแคมเปญการตลาดของตนเองไม่มากก็น้อยนะคะ ^^ ”

Sirinthra Chairat


Hi! You can follow me on the social handle below 

{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

Subscribe to our newsletter now!

>