คุณเคยมีของสะสมเป็นของตัวเองไหมครับ ไม่ว่าจะเป็น แสตมป์ เหรียญ ฟิกเกอร์ หรือแม้กระทั่ง การ์ดเกม มันคงจะดีไม่น้อยหากของที่คุณเก็บสะสมมามันเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันค่อย ๆ หายากขึ้น ๆ หรือบางทีคุณอาจจะเก็บไว้ให้รู้ว่าตัวคุณเป็นเจ้าของสิ่งของนี้ และบางทีคุณอาจจะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจ่ายให้กับสินค้ารุ่น limited edition เพื่อที่คุณจะได้เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่จะได้เป็นเจ้าของมัน

แล้วถ้าผมเปลี่ยนคำถามใหม่ คุณเคยเล่นเกมไหมครับ ? หรือคนรอบตัวคุณมีใครเล่นเกมไหมครับ ? คุณรู้ไหมว่าของในเกมบางทีมันก็เหมือนกับการสะสมสิ่งของที่เราต้องเก็บไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ตัวละครของเราเก่งขึ้น หรือเพื่อความสวยงาม ความเท่ หากผมพูดถึงเกมยอดฮิตของ Garena อย่าง RoV หรืออาจจะเป็นเกมต้นแบบอย่าง LoL คุณเคยเห็นคนเสียเงินเป็นพัน เป็นหมื่นเพียงเพื่อซื้อสิ่งที่เรียกว่า ‘สกิน’ ไหมครับ

สกิน เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ตัวละครในเกมที่คุณเล่นดูสวยงามสะดุดตากว่าปกติ บางทีอาจมีราคาหลายพันบาท แต่สิ่งที่คุณได้นั้นไม่สามารถจับต้องได้ในชีวิตจริง แล้วคุณสงสัยไหมครับว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมเสียเงินเป็นพัน เป็นหมื่นเพื่อซื้อสกิน ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงสาเหตุที่คนเหล่านั้นยอมจ่ายเงินเพื่อครอบครองสิ่งที่มีตัวตนอยู่แค่ในโลกดิจิทัล (Digital ownership) พร้อม ๆ กับการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัล (Digital transformation) กันครับ

การเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลที่นักการตลาดควรรู้ (Digital transformation)

ในยุคสมัยนี้ที่ทุกคนใช้ชีวิตอยู่หน้าโทรศัพท์มือถือ ใช้ชีวิตอยู่กับ Social Media แพลตฟอร์มต่าง ๆ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บไว้ในรูปแบบไฟล์แทนเอกสารในแฟ้ม การกู้คืนข้อมูลที่หายไปก็ง่ายขึ้น และการติดต่อสื่อสารกันก็แสนจะสะดวกสบาย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน นั่นก็คือ Digital ownership

ก่อนหน้านี้เราคงรู้สึกแปลกไม่น้อย หากต้องซื้อสินค้าที่ไม่มีตัวตนด้วยราคาแพง เพราะมันจับต้องไม่ได้ และเราเองก็ทำอะไรกับมันไม่ได้มากนอกจากการชื่นชมบนโลกดิจิทัล แต่ในสมัยนี้นั้น เรากลับให้ค่ากับสิ่งของที่จับต้องไม่ได้มากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะแนวคิดของ Cryptocurrency ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

Cryptocurrency นั้นคือเงินเสมือนจริงที่อยู่ในโลกออนไลน์ ไม่ได้ผ่านการผลิตจากธนาคาร และไม่มีคนคุมการไหลของเงิน เป็นการเก็บข้อมูลไว้ในโลกดิจิทัลเพียงเท่านั้น เพื่อทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการทำสัญญา smart contract โดยมี miner หรือนักขุดเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมนั้น ๆ และเก็บมันไว้ใน block เมื่อมีการทำธุรกรรมใหม่ก็จะมี block ใหม่ขึ้นมาต่อกันเรื่อย ๆ จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า blockchain

และเพราะมันนี่แหละครับ ที่เป็นประตูแรกสู่การสร้างมูลค่า และราคาให้กับสินค้าในโลกดิจิทัล มันจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่คนยอมซื้อสินค้ามากมายทั้ง ๆ ที่ไม่มีวันได้สัมผัสมัน จนกลายเป็น Digital ownership หรือการเป็นเจ้าของทรัพย์สินและสินทรัพย์ในโลกดิจิทัล และในบทความนี้เราก็จะมาพูดถึงสองตัวอย่างอุตสาหกรรมและสินค้าที่ถือกำเนิดมาจาก Digital transformation เหล่านี้

Non-Fungible Tokens (NFTs)

NFT ย่อมาจาก Non-Fungible token ครับ ซึ่งหากแปลตรงตัว Non-fungible แปลว่าไม่สามารถถูกทดแทนได้ ดังนั้น NFT ก็คือ Cryptocurrency ชนิดหนึ่งซึ่งไม่สามารถนำอะไรมาทดแทนได้นั่นเอง มันมักจะมาในรูปแบบสิ่งของที่เราสามารถ ‘เป็นเจ้าของ’ ได้ครับ แต่มันคือการเป็นเจ้าของในโลกออนไลน์หรือ Digital ownership นั่นเอง หากคุณยังไม่เข้าใจผมจะยกตัวอย่างหนึ่งให้ฟังครับ

หากคุณอยากซื้อไอศกรีมสักแท่ง แต่ตอนนี้คุณไม่ได้พกเงินสดเลย คุณไปขอยืมเพื่อนแล้วเขาให้แบงค์ยี่สิบบาทคุณมา หลังจากนั้นคุณนำมันไปซื้อไอศกรีมที่คุณอยากกิน วันถัดมาคุณนำเงินจากบ้านยี่สิบบาทมาคืนเขา คุณคิดว่าเขาจะรับไหมครับ ? แน่นอนว่าเขาต้องรับแน่นอน ไม่ว่าคุณจะเอาแบงค์ยี่สิบมาให้ หรือนำเหรียญสิบบาท สองเหรียญมาให้ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่แบงค์ยี่สิบใบเดิม

นั่นก็เพราะว่าเหรียญพวกนี้มัน fungible หรือถูกทดแทนได้นั่นเองครับ ขอแค่มูลค่ามันเท่าเดิม คุณจะเอาแบงค์ยี่สิบใบไหนบนโลก หรือเหรียญสิบ สองเหรียญไหนบนโลกมาก็ตามเขาก็จะรับครับ

กลับกัน หากเพื่อนคุณมีรูปภาพ Mona Lisa ของแท้อยู่กับตัว คุณขอยืมเขามาดูเล่นสักสองสามวัน แล้วสุดท้ายคุณเลือกที่จะคืนของปลอมเขาไป คุณคิดว่าเขาจะรับไหมครับหากเขารู้ว่ามันคือของปลอม แน่นอนว่าไม่ครับ นั่นก็เพราะค่าเงินมันถูกนำมาผูกกับรูปภาพไปเสียแล้ว ต่อให้คุณเอารูปภาพที่เหมือนกันขนาดไหนมาให้เขา ของปลอมก็คือของปลอม และราคามันก็ไม่ได้สูงเท่ารูปภาพต้นฉบับแน่นอน

นั่นเพราะรูปภาพนี้เป็น non-fungible asset ครับ ซึ่งหากนำมาเทียบกันแล้ว fungible asset ก็คือพวก cryptocurrency ธรรมดาเช่น Bitcoin, Litecoin หรือ Dogecoin ไม่ว่าคุณจะเอาเหรียญที่ไหนมาคืนให้ก็มีค่าเท่ากัน แต่กับ NFT นั้น มันเหมือนเคสของรูปภาพ Mona Lisa ที่เงินมันถูกผูกติดกับสิ่งของออนไลน์ ทำให้สิ่งของนั้นมีมูลค่าและไม่สามารถนำอะไรมาทดแทนได้

ทำไมคนถึงอยากได้ NFTs ?

ทีนี้เรามาดูกันครับว่าทำไมคนเราถึงต้องอยากได้ของไม่มีตัวตนพวกนั้น ก่อนอื่นเลยหากอ่านมาถึงตรงนี้คุณคงรู้แล้วว่ามันมี digital ownership ซึ่งหมายความว่าคนต้องการเป็นเจ้าของมันแต่เพียงผู้เดียว แต่สาเหตุที่มันเกิด ownership ได้นั้นก็เพราะว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่าความเป็นเอกลักษณ์ (uniqueness) ครับ กล่าวคือมันเป็นสินค้าที่มี ‘ของจริง’ ชิ้นเดียวในโลก หรือมีน้อยมาก ๆ การได้ครอบครองมันจึงเป็นจุดที่สร้าง bragging point ทำให้คนที่ได้ครอบครองรู้สึกพิเศษกว่าคนอื่น

ผมจะยกตัวอย่างหนึ่งขึ้นมาให้ฟังนะครับ โดยมันเป็นสิ่งที่ unique และคนยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อครอบครองมัน แล้วคุณจะเข้าใจว่าการอยากได้ NFTs มาก ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก

คุณรู้จักเกมที่ชื่อว่า Dota ไหมครับ ที่คนไทยมักจะเรียกว่า ‘ด็อทเอ’ ทั้ง ๆ ที่มันชื่อ ‘โดต้า’ เจ้าเกมนี้มันมีสุนัขส่งสาร จากทีมไปที่ฐานทัพ และจากฐานทัพมาที่ทีม ซึ่งโดยปกติมันมีเพียง 10 สี แต่มันดันมี bug เกิดขึ้น ทำให้สีดำกลายเป็นสีชมพู ซึ่งนอกจากสีพิเศษแล้วมันยังมี effect พิเศษติดตัวที่คนเล่นเกมตามหากัน ทำให้มันมีเพียงแค่ 5 ตัวในเกม จนเกิดเป็นความ unique และสุดท้ายเจ้าของก็ได้ขายไอเทมนั้นไปในราคา 38,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตกเป็นเงินประมาณ 1,200,000 บาทไทยครับ

Non-Fungible Tokens (NFTs)

เห็นไหมล่ะครับว่าสิ่งของที่เราจับต้องไม่ได้บางทีมันก็ราคาสูงกว่าที่เราคิดไว้เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่า Uniqueness จนทำให้เกิดตลาด Digital ownership แต่เท่านั้นยังไม่หมดครับ อีกสาเหตุที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะซื้อสินค้าดิจิทัลนั้นเพราะเขาคาดว่าในอนาคตราคาของมันจะเพิ่มขึ้นไปอีก หรือถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือเขาคิดว่ามันเป็นการลงทุนนั่นเองครับ

ตัวอย่าง NFTs

ทีนี้เราได้ดูตัวอย่างการซื้อของด้วยเงินจริงมาเยอะแล้ว เราลองมาดูตัวอย่างการซื้อด้วย NFTs จริงๆกันบ้างดีกว่าครับ โดยการซื้อขาย NFTs นั้นเราจะซื้อผ่านสกุลเงินดิจิทัลในระบบของ Ethereum ครับ ตัวอย่างแรกนั้นเป็นตัวอย่าง NFTs ที่ถูกนำมาใช้ในยุคแรกเริ่ม นั่นก็คือเกมที่ชื่อว่า CryptoKitties ที่ถือว่าเป็นของสะสมในรูปแบบ Cryptocurrency (Crypto collectibles) โดยคุณจะต้องจ่ายเงินในรูปแบบดิจิทัลเพื่อซื้อแมวตัวหนึ่งมาเลี้ยง และแน่นอนว่าแมวตัวนั้นจะมีลวดลายที่ไม่ซ้ำกัน และมีเพียงตัวเดียวในโลกครับ

โดยในปี 2018 มีคนซื้อแมวตัวหนึ่งในเกมด้วยเงิน 600 ETH หรือ 172,000 ดอลลาร์สหรัฐ ณ ตอนนั้น ซึ่งแมวที่เขาซื้อไปนั้นเป็นแมวที่อยู่ใน Gen 0 ซึ่งถือเป็นแมวที่คาดว่ามีมูลค่าสูงที่สุดครับ นอกจากเขาจะต้องชอบแมวแล้ว ผมเชื่อว่าเขานั้นก็คงจะต้องอยากมี Digital ownership ด้วยอย่างแน่นอนครับ

ตัวอย่าง NFTs

และในตัวอย่างที่สองนั้นมาจากการที่ชายชื่อ Gary Vaynerchuk ที่เป็นเจ้าของบริษัทดิจิทัลมีเดียชื่อ VaynerMedia เขานำรูปภาพที่เขาวาด ซึ่งมีความหายากแตกต่างกันมาวางขายบน NFT โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ เขาได้นำรูปภาพดิจิทัลมาเชื่อมโยงกับความเป็นจริง แถมยังเพิ่ม uniqueness ให้มันเข้าไปอีกด้วย

Digital ownership: อุตสาหกรรมใหม่ มุ่งเน้นความเป็นเอกลักษณ์ในโลกดิจิทัล

Gary Vaynerchuk นอกจากจะนำเงินดิจิทัลผูกกับรูปภาพแล้ว เขาได้ผูกสิทธิพิเศษต่าง ๆ เข้าไปด้วย โดยคนที่ซื้อรูปภาพของเขาจะได้สิทธิเข้างานประชุมของเขา (VeeCon) เป็นเวลา 3 ปี แต่เขายังไม่ได้ประกาศสถานที่และเวลาประชุม 

นอกจากนี้เขายังผลิตรูปภาพอื่น ๆ ที่มีสิทธิพิเศษมากขึ้น เช่นรูปภาพแมลงวันที่เมื่อคุณซื้อแล้วจะได้คุยกับเขาแบบส่วนตัวทั้งในโลกความเป็นจริงหรือผ่านแอปพลิเคชัน และคุณจะได้ไปกินข้าวกับเขาหากคุณซื้อรูปปลาพระอาทิตย์

เห็นไหมครับว่าโลกความจริงกับโลกดิจิทัลจริง ๆ มันห่างกันเพียงเส้นบาง ๆ กั้น ดังนั้นจึงได้มีการซื้อขายสินค้าในโลกดิจิทัลมากขึ้น ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หากคุณอยากลองไป meet and greet กับ Gary Vaynerchuk อย่าลืมไปซื้อรูปภาพศิลปะของเขานะครับ

Tribute brand

แบรนด์นี้เป็นแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นครับ แต่คุณคงสงสัยว่าทำไมผมถึงยกตัวอย่างแบรนด์นี้ หรือเขาจะเป็นแบรนด์ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ?

ไม่ใช่หรอกครับ ที่ผมยกตัวอย่างแบรนด์นี้ขึ้นมาเพราะแบรนด์นี้เป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่มีคุณ Gala Marija Vrbanic เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา โดยนำแนวคิด ‘contactless’ ในยุค covid-19 มาใช้ ดังนั้นเสื้อผ้าของเธอจึงไม่มีอยู่จริง และไม่สามารถจับต้องได้ครับ แถมเสื้อผ้าของเธอยังถูกออกแบบด้วยไอเดียของโลกอนาคต และหุ่นยนต์ Cyborg อีกด้วย

นอกจากนี้เธอได้ให้สัมภาษณ์กับ Vogue อเมริกา ว่าเธอได้แรงบันดาลใจมาจากเกม The Sims, GTA และวิดีโอเกมอื่น ๆ ที่เธอชอบแต่งตัวให้ตัวละครพวกนั้น และเธออยากให้มันกลายมาเป็นชีวิตจริง ดังนั้นเธอจึงนำสิ่งนี้มาผนวกกับการคิดถึงปัญหาขยะ และภาวะโลกร้อนทำให้กลายมาเป็นเสื้อผ้าที่เหมาะกับยุค covid-19 อย่างยิ่ง

ทั้งนี้เพราะเสื้อผ้าของเธอนั้นถูกนำมาใช้ในโลกออนไลน์ ดังนั้นคุณจึงสามารถถ่ายลง Instagram ได้ โดยไม่ต้องออกไปข้างนอกเพื่อเสี่ยงกับเชื้อโรค แถมเสื้อผ้าของเธอเหมาะกับทุกเพศและทุกวัยไม่ว่าใครก็ใส่ได้ เพียงแค่คุณส่งรูปของตนเองไปพร้อมกับเสื้อผ้าของแบรนด์ที่คุณต้องการและรอไม่กี่วัน คุณก็จะได้เสื้อผ้านั้นไปใส่

ทำไมคนถึงอยากได้ Tribute brand ?

ก่อนอื่นเลยผมคงต้องย้อนกลับไปถึงเรื่องของ digital ownership ว่าตอนนี้มันมีความสำคัญกับมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ และเส้นเชื่อมระหว่างความเป็นจริงและโลกดิจิทัลกำลังลดลง เหมือนที่มีคนยอมซื้อ Cryptokitties, สุนัขส่งสาร และรูปภาพต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้ง ๆ ที่ไม่สามารถสัมผัสมันได้

คุณคงรู้แล้วว่าคนเริ่มไม่สนใจแล้วว่ามันจะเป็นของจริง หรือเป็นเพียงของในโลกดิจิทัล สิ่งสำคัญคือคุณอยากครอบครองมันหรือไม่ และพร้อมจ่ายเพื่อมันหรือไม่ ดังเช่นตัว Gala Marija Vrbanic เองที่ได้ออกมาบอกว่า ownership กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ และสุดท้ายคุณก็จะเลือกเก็บแต่สิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจ สิ่งที่เปรียบเสมือนของสะสมที่คุณไม่อยากทิ้ง หรือสิ่งของที่ใช้งานได้จริงเท่านั้น

และเธอยังบอกต่ออีกว่าเสื้อผ้าของเธอเองก็ถูกสร้างแบบมีจำนวนจำกัด มันไม่ได้มีวางขายตลอดไป มันจึงยิ่งเพิ่มมูลค่าของเสื้อผ้าเหล่านี้เข้าไป ซึ่งมันตรงกับที่เราบอกไปก่อนหน้านี้ว่าคนจะไม่รู้สึกอยากเป็นเจ้าของหากสิ่งของนั้นไม่ได้มีความเป็นเอกลักษณ์ (unique) หรือโดดเด่นกว่าสินค้าอื่น

นอกจากนี้ทางแบรนด์เลือกที่จะโปรโมทสินค้าผ่าน Instagram และมี influencer มากหน้าหลายตาที่ซื้อเสื้อผ้าทางแบรนด์ไปใส่แล้วโพสต์ลง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับตัวแบรนด์ เพราะ Instagram เปรียบเสมือนช่องทางการแสดงสินค้าทุกชนิดที่มี Unique Bragging Point และทาง Tribute brand ก็มี bragging point ที่ชัดเจน ทำให้คนพร้อมที่จะซื้อเสื้อผ้าไปสวมใส่กันในโลกโซเชียลมีเดียอย่างไม่ลังเล

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอาจจะเคยเห็นเสื้อผ้าพวกนี้ผ่านตากันมาบ้างใน Instagram ผ่าน influencer ไทยที่ซื้อเสื้อผ้าของทางแบรนด์ไป โดยในอนาคตหากเทรนด์นี้ยังคงดำเนินต่อไป เราเชื่อว่าอาจจะมีการซื้อเสื้อผ้าดิจิทัลผ่าน NFT ก็เป็นได้ หรือไม่เสื้อผ้าเหล่านี้อาจจะนำมาผูกกับความเป็นจริงในรูปแบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

บทสรุป

หลังจากดูตัวอย่างไปมากมายหลายแบบ คุณคงรู้สึกเหมือนผมแล้วใช่ไหมครับว่าโลกดิจิทัลกับโลกความเป็นจริงมันเขยิบเข้าใกล้กันเรื่อย ๆ ผ่าน Digital transformation ของสะสมจริง ๆ กับของสะสมในโลกออนไลน์ก็ไม่แตกต่างกันอีกต่อไป การซื้อเสื้อผ้าผ่านโลกดิจิทัลก็อาจจะเหมือนการซื้อเสื้อผ้าให้ตัวละครในเกม ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นได้เพราะความต้องการมี Digital ownership ที่มากขึ้น และ uniqueness ที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญนั่นเองครับ

รู้อย่างนี้แล้วผมอยากให้คุณเตรียมพร้อมแล้วลองกลับไปคิดดูนะครับว่าคุณจะนำเทรนด์ Consumer behaviour ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปนี้ไปใช้อย่างไรเพื่อเพิ่มกำไร และคุณค่าให้กับแบรนด์ของคุณ ดังเช่นที่สองอุตสาหกรรมนี้ได้ทำไว้

หากคุณต้องการดูตัวอย่างอื่นของ Digital transformation คลิก ทำไม influencer ถึงเป็นจุดสำคัญในการพลิกตลาดอุตสาหกรรมกาแฟ

bill


Hi! You can follow me on the social handle below 

{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

Subscribe to our newsletter now!

>