ในยุคก่อนหน้านี้เมื่อคุณต้องการจะดื่มอะไรสักอย่างให้รู้สึกตื่นตัว สิ่งแรกที่คนส่วนมากนึกถึงก็คือกาแฟ แต่เมื่อก่อนกาแฟเป็นเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น และกาแฟมักจะมาในรูปแบบแก้วเรียบ ๆ หรือแม้กระทั่งในรูปแบบถุงพลาสติก แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณสังเกตุหรือไม่ว่ากาแฟถูกนำมาวางขายในร้านคาเฟ่ และถูกดัดแปลง ตกแต่ง จนมันมีคุณค่า (value) ขึ้นมา จนสุดท้ายความสวยงามรวมถึงภาพลักษณ์ของกาแฟถูกนำมาเป็นสิ่งสำคัญในการทำการตลาด โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่ทุกคนต่างล้วนต้องการถ่ายรูปสวย ๆ เพื่อนำไปลงโซเชียลมีเดีย

หลาย ๆ คนเมื่อเปิด Instagram หรือ Facebook ขึ้นมาคงจะได้เจอกับรูปภาพของเพื่อน ๆ ในร้านกาแฟสวย ๆ สักที่เต็มหน้าไทม์ไลน์แม้จะเป็นช่วง Covid-19 ก็ตาม จนอดสงสัยไม่ได้ว่าไปถ่ายกันตอนไหน แต่ถ้าคุณไปดูในโทรศัพท์พวกเขา คุณอาจจะพบกับรูปภาพของพวกเขาในร้านคาเฟ่ต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 1,000 รูป ซึ่งเหตุผลที่พวกเขามีรูปเยอะขนาดนั้นคงหนีไม่พ้นกิจกรรมยอดฮิตของคนไทยอย่าง Cafe Hopping แต่ . . . มันคืออะไรกันล่ะ ?

Cafe Hopping คืออะไร ?

Cafe hopping เกิดจากการรวมกันของคำสองคำอย่าง Cafe ที่มีความหมายถึงร้านที่ขายอาหารและเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ สมูทตี้ รวมถึงขนมอย่างเค้กเป็นต้น และ Hopping ที่มีความหมายว่าการกระโดด เมื่อนำมารวมกันจึงมีความหมายถึงการที่เราเดินทางไปเที่ยวคาเฟ่ หรือร้านกาแฟต่างๆ โดยอาจจะไปหลาย ๆ ที่ในวันเดียวเพื่อถ่ายรูปสวย ๆ เก็บเอาไว้ลงกันนั่นเอง

แต่ก่อนหน้านี้การไปร้านกาแฟหรือ Cafe นั้นเป็นเพียงการไปเพื่อดื่มด่ำกับรสกาแฟ การนั่งพักผ่อนชิล ๆ จากงานที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน หรือบางทีอาจจะเป็นที่ทำงานสุดโปรดของหลาย ๆ คน แต่ไม่ได้มีกระแสมากมายจนถึงขั้นร้านคาเฟ่เต็มแทบทุกร้าน บางร้านต้องนั่งรถไปเสียไกลแต่ดันไม่ได้อะไรกลับมา จากร้านกาแฟที่ไม่ได้มีคนสนใจมากนัก กลับเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจนเกิดกิจกรรมอย่าง Cafe Hopping ขึ้น แต่คุณรู้ไหมว่ามันเกิดจากอะไร ?

การเปลี่ยนแปลงสู่โลกการตลาดแบบดิจิทัล

เมื่อเราหันมามองในมุมของนักการตลาด สาเหตุที่พวกเขาคลั่งไคล้การถ่ายรูปตามร้านกาแฟคงหนีไม่พ้นการเริ่มต้นของยุค Digital transformation นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแขนงไหนก็ตาม ทุกคนล้วนต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกดิจิทัล จากที่เคยเห็นโฆษณากันผ่านทางโทรทัศน์ ดูคั่นเวลาละครฉาย หรือเห็นผ่าน tie-in ในรายการต่าง ๆ ตอนนี้คุณจะได้พบเจอกับการแฝงโฆษณาต่างๆในแอปพลิเคชันทั้งหลายที่คุณคงปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้จักกันเป็นอย่างดีทั้ง Instagram, Facebook, Youtube หรือน้องใหม่ล่าสุดอย่าง Tiktok โดยที่บางทีคุณอาจจะไม่ทันรู้ตัวเลยทีเดียวล่ะ

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเราจะทำ persona ขึ้นมาให้ดูว่าตัวอย่างกลุ่มลูกค้า หรือ leads ของร้านกาแฟต่าง ๆ เป็นอย่างไร แล้วหลังจากนั้นเราจะมาวิเคราะห์กันว่าร้านกาแฟมีเทคนิคดึงดูดลูกค้าอย่างไรบ้าง โดยกลุ่มเป้าหมายของร้านกาแฟส่วนมากจะเป็นเด็กวัยรุ่นผู้หญิงและอาจจะรวมไปถึงนักธุรกิจที่ต้องการมาทำงานที่ร้านกาแฟ ดังนั้นก่อนอื่นหากเราจะวิเคราะห์ว่าร้านกาแฟประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ได้อย่างไร เราจะเลือกกลุ่มลูกค้าตัวอย่างเป็นเด็กวัยรุ่นผู้หญิง เนื่องมาจากว่ากลุ่ม target ดั้งเดิมของร้านกาแฟเป็นนักธุรกิจหรือพนักงานที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานอยู่แล้ว แต่ target ใหม่ที่เป็นวัยรุ่นนั้นพึ่งเข้ามา และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจร้านกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของ Digital transformation

จากการดู persona กลุ่มตัวอย่างของร้านกาแฟนั้นมีความต้องการที่จะไปร้านกาแฟที่มีสถานที่สวยงามเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง ดังนั้นถ้าทางร้านต้องการเพิ่ม brand awareness จะต้องทำการตกแต่งร้านให้ดูสวย อบอุ่น และเป็นสถานที่ที่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ หรืออาจะสร้างกาแฟแบบใหม่ ๆ ที่ดูแปลกตาเหมาะแก่การถ่ายรูป  แต่แค่นั้นเพียงพอแล้วจริงๆเหรอ ? อีกอย่างหนึ่งที่กล่มลูกค้าสนใจก็คือการที่ร้านนั้นเป็นที่รู้จักและมีคนไปมาแล้วถ่ายรูปสวย หากตนเองยังไม่ได้ไปย่อมรู้สึกอยากไปตาม เพื่อจะได้มีรูปสวย ๆ เหมือนคนอื่นบ้าง ซึ่ง mechanism ของการทำงานนี้เรียกว่า ‘Fear of missing out’ ดังนั้นการตลาดที่ใช้ point นี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่วิธีทำให้คนเกิด effect นั้นขึ้นมาเราจำเป็นที่จะต้องหันกลับมามองสิ่งที่เรียกว่า ‘Influencer Marketing

4 ทริคดึงดูดใจ influencer ของร้านคาเฟ่

ก่อนจะไปดูว่า influencer Marketing ส่งผลกระทบต่อโลกของร้านกาแฟอย่างไร สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือร้านกาแฟมีทริคและเทคนิคอะไรถึงดึงดูดให้ลูกค้ารวมถึง influencer ทั้ง macro influencer, micro influencer หรือแม้แต่ nano influencer ให้เข้ามาถ่ายรูปที่ร้านได้จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็น growth hacking เลยทีเดียว ดังนั้นเราจะมาดู 4 ทริคสั้น ๆ ที่ทำให้ร้านกาแฟเป็นที่น่าสนใจในยุคนี้กัน

1. Unique Selling Point (USP)

ก่อนหน้านี้คุณคงรู้กันดีว่าหากเป็นร้านค้า ไม่ว่าจะร้านอะไรก็ตาม ต่างต้องการให้สินค้าตนเองโดดเด่นกว่าร้านอื่น ๆ อย่างเช่น Starbucks ที่วางตัวเป็น ‘บ้านหลังที่สาม’ ที่คนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในร้านได้ นอกจากที่บ้านและที่ทำงาน หรือ After You ที่มีเอกลักษณ์คือ Honey toast ที่มีรสชาติแตกต่างจากที่อื่น แต่แน่นอนว่าแค่นี้คงไม่พอในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็วแบบนี้

2. Unique Bragging Point (UBP)

ดังนั้นแล้ว ในสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันเราขนาดนี้ อะไรกันล่ะที่สำคัญกว่า . . . คำตอบก็คือ Unique Bragging Point ของร้านคุณอย่างไรล่ะ หากคุณสงสัยว่ามันคืออะไร บอกเลยว่าความหมายมันตรงตัวและเหมาะกับยุคสมัยสุด ๆ นั่นก็คือสิ่งที่เมื่อลูกค้าเข้ามา แล้วเขาจะได้รับเพื่อนำไปอวดต่อ หรือลงโซเชียลมีเดียนั่นเอง หากคุณมองไม่เห็นภาพ เรากลับไปดูที่ Starbucks กัน คุณรู้ไหมว่า Brand image ของ Starbucks คืออะไร . . . ความแพงไงล่ะ ใครก็ตามที่ดื่ม Starbucks และถ่ายรูปไปลงมักจะถูกมองว่าเป็นคนมีเงิน ที่สามารถดื่มกาแฟแก้วละ 200-300 บาทได้ ดังนั้นเมื่อคนเราเปลี่ยนมาใช้ชีวิตเพื่อโอ้อวด (Brag) ร้านคุณจึงจำเป็นต้องมี USB ที่โดดเด่นนั่นเอง

3. User-Generated Content (UGC or UCC)

อีกหนึ่งทริคที่เรียกได้ว่าเข้ากับยุคดิจิทัลเป็นอย่างมากก็คือ User-Generated Content ซึ่งมักจะมาในรูปแบบแคมเปญที่ให้ลูกค้าเป็นคนออกแบบสินค้าหรือนำสินค้าไปดัดแปลง หากทางร้านถูกใจจะนำรูปนั้น ๆ ไป repost ลง official account นั่นเอง โดยตัวอย่างก็คงหนีไม่พ้นแบรนด์ดังแบรนด์เดิมอย่าง Starbucks ที่ได้สร้างกระแสการตกแต่งแก้วกาแฟ โดยการ repost รูปแก้วกาแฟของลูกค้าที่ถูกนำไปตกแต่งจนสวยงามลง official account จนทำให้ลูกค้าหลายคนไปสร้างสรรค์ผลงานตามจนเกิดเป็นการเพิ่ม brand awareness

4. Local SEO

อีกเทคนิคหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการทำการตลาดของร้านกาแฟในยุคนี้นั้นก็คือ Local SEO หรือการทำ search engine optimisation นั่นเอง

คุณเคยเสิร์ชประโยคเหล่านี้ไหม ‘คาเฟ่ใกล้ฉัน’ ‘คาเฟ่ใกล้กรุงเทพ’ 'ร้านกาแฟใกล้ฉัน' 'ร้านกาแฟ อารีย์' หรือ 'ร้านกาแฟ + สถานที่อื่น ๆ' มันเป็นประโยคที่ Google หาคีย์เวิร์ดสถานที่มาใส่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้นักท่องอินเทอร์เน็ตเมื่อพวกเขาต้องการหาสถานที่ใกล้ตัว และคงจะดีไม่น้อยหากเสิร์ชคีย์เวิร์ดนั้นแล้วร้านคุณขึ้นในหน้า Google เป็นอันดับต้น ๆ หรือจะยิ่งดีขึ้นไปอีกหากร้านของคุณขึ้นเป็น suggestion ในหน้า Google Map Pack … หากคุณไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันคือหน้าต่างแบบนี้ที่ทุกคนคงคุ้นเคยกันดีครับ

ซึ่งการจะขึ้นไปอยู่บนนั้นได้คร่าว ๆ คือคุณจำเป็นที่จะต้องได้รับการ Rank จาก Google ก่อน โดยการที่จะได้ Rank คุณจะต้องสมัคร Google My Business และหลังจากนั้นจึงสร้าง NAP (Name, Address, Phone number) หรือสถานที่ตั้งของร้านของคุณให้ชัดเจนเพื่อให้ลูกค้าหาร้านของคุณเจอ และยิ่งคุณได้รับการ Review หรือ Rate จากลูกค้าคุณจะได้รับการ rank และ suggest โดย Google มากขึ้น นอกจากนี้การ Review โดยการใช้ภาพนั้นจะทำให้ร้านคุณได้คะแนนเพิ่มมากขึ้นกว่าข้อความธรรมดาอีกด้วย ดังนั้นแล้วสิ่งสำคัญคือก่อนที่ลูกค้าจะออกจากร้านไป อย่าลืมบอกให้เขา Review ให้คุณใน Google ก่อนด้วยล่ะ

หากคุณต้องการดูเพิ่มเติมเรื่อง SEO คุณสามารถดู SEO 11 เชคลิสต์ได้ที่นี่

ผลลัพธ์ของการใช้ influencer

ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า influencer marketing นั้นเปลี่ยนแปลงการไปร้านกาแฟของคุณอย่างไร อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว การไปร้านกาแฟนั้นเคยเป็นเพียงกิจกรรมของคนที่ต้องการพักผ่อน และเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ ที่มี influencer ไปถ่ายรูปตามร้านกาแฟทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างเกาหลี จนทำให้เกิดเป็นเทรนด์ขึ้นมา แต่คุณรู้ไหมว่ามันเปลี่ยนแปลงมากขนาดไหน

จากที่เราเสิร์ชคำค้นหา ‘คาเฟ่’ และ ‘cafe’ ผ่าน Google พบว่ายอดการค้นหาในหลาย ๆ ปีก่อนนั้นไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ เป็นเพราะร้านกาแฟในช่วงนั้นยังไม่ฮอตฮิตเท่าปัจจุบัน แต่ถ้าคุณดูกราฟในปีหลัง ๆ มานี้ ยอดค้นหานั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดยกเว้นช่วงต้นปี 2020 เพราะ covid-19 แพร่ระบาดจนต้องเกิดการ lockdown และเป็นไปได้อย่างมากว่าสาเหตุของยอดค้นหาที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากพลังของ influencer

หากคุณย้อนกลับไปในปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่เทรนด์โซเชียลมีเดียเริ่มเข้ามามีบทบาทในการตลาดมากขึ้น คุณจะเห็นได้ว่า ณ ขณะนั้นเป็นเพียงการโปรโมทผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ อย่าง Instagram และ Facebook โดยไม่ได้มีคีย์เวิร์ดอย่างคำว่า ‘เช็คอิน’ หรือ ‘ถ่ายรูป’ มีเพียงการโปรโมทความอร่อยของอาหารทั่ว ๆ ไปเท่านั้น หรือหากคุณเสิร์ชคำว่า ‘คาเฟ่ ใน instagram’ หรือโซเชียลมีเดียอื่น ๆ แล้วดูในช่วง 2016-2017 คุณจะพบว่าคอนเทนต์คาเฟ่ส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศทั้ง เกาหลี ญี่ปุ่น นิวยอร์ก และอื่น ๆ อีกมากมาย และไม่ค่อยมีการพูดถึงคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับความสวยงาม

แต่ถ้าคุณกลับมาอยู่ในยุคปัจจุบัน และเสิร์ชคำว่า ‘คาเฟ่ ใน instagram’ ดูอีกครั้ง คุณจะพบว่าคอนเทนต์ที่มีคีย์เวิร์ดคำว่า ‘ฟิลเตอร์’ ‘เช็คอิน’ และ ‘สวย ๆ’ นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากนั่นเพราะคนเปลี่ยนมุมมองจากร้านคาเฟ่ธรรมดา กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งใน Facebook โพสต์ของร้านกาแฟจะเริ่มเพิ่มคีย์เวิร์ดเหล่านี้เข้ามา รวมถึงมีการ repost รูป influencer ที่มาถ่ายรูปที่ร้าน ดังเช่นในรูปเหล่านี้

เช่นเดียวกัน ใน Youtube Channel พวกนี้ หลังจากที่เราได้ทำการวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่า influencer ไม่ว่าจะเป็น macro, micro หรือ nano influencer ต่างได้รับยอด engagement หรือยอด views ที่เยอะมากกว่าคลิปอื่น เมื่อใส่คีย์เวิร์ดคำว่าคาเฟ่เข้าไป ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะคนที่มาตามดูล้วนอยากไปเที่ยวสถานที่เดียวกับเหล่า influencer หรืออยากจะรู้เทคนิคแต่งรูปให้สวยเหมือนคนเหล่านั้น จึงแสดงให้เห็นว่า influencer marketing ได้เปลี่ยนแปลงตลาดกาแฟที่คนมองเพียงด้านรสชาติ ให้หันมามองที่ความสวยงามมากขึ้นจนมีเทรนด์การ Cafe Hopping และถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามเนื่องจากตอนนี้เป็นช่วง covid-19 อย่างที่เราเห็นใน Google trends ก่อนหน้านี้ว่าในช่วงต้นปี 2020 นั้นมีอัตราการค้นหาที่ต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็นก่อนจะเด้งกลับขึ้นมาสูงกว่าเดิมอย่างมาก ในช่วงที่การค้นหาลดต่ำลงไปนั้นคุณรู้ไหมว่ามีอีกเทรนด์หนึ่งที่ผุดขึ้นมาโดยที่คุณไม่รู้ตัว นั่นก็คือเทรนด์การชงกาแฟเองที่บ้าน และการสั่งกาแฟ delivery เนื่องจากคนไม่สามารถออกจากบ้านได้ ร้านกาแฟจึงหันมาสนใจการขายกาแฟที่สามารถชงเองได้ที่บ้าน หรือกาแฟที่สามารถนำไปเสิร์ฟได้ถึงบ้าน หากคุณดู Google trends นี้ คุณจะเห็นว่าในช่วงปี 2020-2021 นั้น ยอดการค้นหาการ ‘Drip coffee’ เองนี้กำลังจะ reach new high  และ การค้นหา ‘กาแฟ delivery’ นั้นก็กลับมามียอดค้นหาที่สูงขึ้นในช่วง lockdown จึงเป็นอีกหนึ่งการตลาดที่น่าสนใจในช่วงที่ influencer marketing ไม่สามารถถูกนำมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

บทสรุป

เห็นแล้วใช่ไหมครับว่า impact ของ influencer marketing เปลี่ยนมุมมองการมองกาแฟที่เคยเป็นการดื่มเพื่อความสดชื่น การไปร้านกาแฟเพื่อนั่งพัก การลิ้มลองรสอาหารใหม่ ๆ เป็นการไปร้านคาเฟ่เพื่อถ่ายรูป ถ่ายอาหารให้ดูน่าทาน การสร้างคอนเทนต์สวย ๆ มันเปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากการตลาดแบบ Unique Selling Point เป็นการตลาดแบบ Unique Bragging Point และ User-Generated Content เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่โลกดิจิทัลมามีบทบาทสำคัญ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้แล้วว่าการตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสมัยนิยม เราต้องอย่าลืมนำความรู้เรื่อง Customer Centric Marketing มาใช้ด้วยเพื่อให้เข้าใจลูกค้าได้มากที่สุด และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของเขาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

bill


Hi! You can follow me on the social handle below 

{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

Subscribe to our newsletter now!

>