อย่างที่เรารู้กันว่าทุกวันนี้ การตลาด การขาย รวมทั้งกิจกรรมแทบทุกรูปแบบที่อาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลถูกทำให้อยู่ในรูปแบบดิจิตัลบนโลกอินเตอร์เน็ตหมดแล้ว เช่นเดียวกับการโฆษณาของบริษัทหรือแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งสื่อโซเชียลและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พวกเรา ให้เรามีตัวเลือกที่หลากหลายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการขาย ให้เราได้เติบโตและสามารถขยับขยายฐานลูกค้ารวมทั้ง Market Cap. ของเราเอง โดยที่แทบไม่ต้องใช้สื่อตัวกลางอื่น ๆ เช่น สื่อโทรทัศน์ วิทยุ เลย

และหนึ่งในแพลตฟอร์มเพื่อการโฆษณาที่เป็นเหมือนพระเอกของวงการ Online Advertisement ของโลกนี้ ก็คงไม่พ้น Facebook เป็นแน่แท้ เพราะด้วยจุดเด่นในด้านจำนวน User ที่มีมาก ข้อมูลมากมายที่ไหลเวียนแบบ Real Time และฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ออกมาอย่างต่อเนื่องหลากหลาย บวกกับราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับสื่อหลักแบบออฟไลน์อื่น ๆ ทำให้ Facebook กลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเพื่อการโฆษณาอันดับหนึ่งในใจแบรนด์ดังต่าง ๆ ทั่วโลกไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์สายอินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลาย

ในวันนี้ พวกเรา Dgtl8 จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับการยิงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม Facebook ด้วยเครื่องมือ Facebook Ads Manager ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นแบรนด์สินค้า แบรนด์บริการ Content Creator หรือกระทั่งอินฟลูเอนเซอร์ ก็สามารถยิงแอดโฆษณาด้วยตัวเองง่าย ๆ แถมยังปรับแต่ง Optimize ให้ Reach กลุ่ม Leads ที่ต้องการแบบตรงจุด แถมไม่ต้องเปลืองเงินไปกับกลุ่มที่เราไม่ต้องการหรือคอนเทนท์ที่ไม่ต้องการจะโชว์อีกด้วย เรียกได้ว่าอ่านจบปุ๊บ จากมือใหม่ คุณจะกลายเป็นเซียนแอดเฟซบุ๊กแบบที่ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อคอร์สเรียนสักบาทเลยล่ะครับ

เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม แล้วไปเปิดโลกการโฆษณาออนไลน์บน Facebook พร้อม ๆ กันเลย

ทำไมต้องยิงโฆษณา Facebook

ในสมัยก่อน การจะทำโฆษณาแล้วเผยแพร่ออกไปสักแคมเปญเป็นเรื่องสิ้นเปลืองอย่างมาก คุณจะต้องเอาโฆษณาไปให้บริษัทตัวกลางที่ทำหน้าที่เป็นสื่อในการเผยแพร่ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ สิ่งที่คุณได้กลับมา คือค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล แถมด้วยกลุ่มผู้รับสารที่คุณไม่ได้เลือกด้วยซ้ำ แต่ในปัจจุบัน อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีได้เข้ามา Disrupt สิ่งเหล่านี้ เรามีแพลตฟอร์มมากมายที่สามารถเลือกโฆษณาโดยที่ไม่ต้องใช้เงินมหาศาลอีกต่อไป หนึ่งในแพลตฟอร์มเพื่อการโฆษณาออนไลน์ที่เป็นที่นิยมมากคือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสีน้ำเงินชื่อดังที่ชื่อว่า Facebook นั่นเอง

จุดเด่นที่ทำให้หลาย ๆ คนเลือกลงโฆษณาบนแพลตฟอร์มนี้นั่นก็เพราะ Facebook มีกลุ่มผู้ใช้จำนวนมาก จากสถิติในปี 2020 พบว่า แค่ในประเทศไทย มีจำนวนผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านคน นับเป็นโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งของประเทศ และอยู่ในอันดับ 3 เว็บไซต์ที่มีความนิยมและถูกใช้งานมากที่สุดรองจาก Google และ Youtube ตามลำดับ ซึ่งการมียูสเซอร์เยอะ ก็หมายความว่า มีโอกาสที่โฆษณาของเราจะเข้าถึงคนได้มากกว่านั่นเอง

นอกจากเรื่องของจำนวนผู้ใช้แล้ว Facebook ยังสามารถ Optimize โฆษณาได้หลากหลายและสามารถติดตามประเมินผลได้ตลอดเวลาอีกด้วย ซึ่งไม่เหมือนกับสื่อหลักทั่วไปที่เราไม่สามารถกำหนดกลุ่มผู้รับสารโฆษณาของเราได้แบบเฉพาะเจาะจง ทำให้เสียเงินจำนวนมากไปกับยอด Reach ที่ไม่มีคุณภาพ ในจุดนี้ Facebook ได้เข้ามามีบทบาทในการเพิ่มตัวเลือกในการ Optimize โฆษณาของเรา เช่น จะให้ผู้รับสารเป็นใคร อายุเท่าไหร่ อยู่ในพื้นที่ไหน มีความชอบอะไร และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งการมีตัวเลือกพวกนี้ จะทำให้เราสามารถลิมิต Budget ได้ง่าย แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่อง Reach ที่ไปถึงกลุ่มที่เราไม่ต้องการได้ นอกจากนี้ หลังจากที่ยิงโฆษณาไปแล้ว เรายังสามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานง่าย ๆ มีกราฟสรุปและตัวเลข พร้อมคำแนะนำต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เราเป็นอย่างมากอีกด้วย

อีกหนึ่งสิ่งที่พิเศษมาก ๆ เลยคือ ทุก ๆ ฟีเจอร์ส่งเสริมโฆษณาที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้น สามารถจัดการได้ง่าย ๆ ผ่านเครื่องมือของ Facebook ที่ชื่อว่า Facebook Ads Manager เพียงตัวเดียว ซึ่งสะดวกและเป็นระเบียบมาก ๆ และที่สำคัญที่สุด ใช้ฟรี อีกด้วย ขอแค่คุณมีเพจ ก็สามารถเข้าถึงเครื่องมือนี้ได้แล้วครับ

ต่อไปจะเป็นส่วนสำคัญของบทความนี้แล้วครับ เราจะไปรู้จักกับเครื่องมือวิเศษตัวนี้ พร้อมบอกรูปแบบของ Facebook Ads รวมถึงวิธีทำโฆษณา Step by step แบบที่พออ่านจบแล้ว คุณจะกลายเป็นเซียนทันทีเลยล่ะครับ

รู้จักกับ Facebook Ads Manager

หากใครที่มีเพจอยู่แล้ว อาจเคยมีโอกาสเห็นปุ่ม Boost Post ผ่าน ๆ กันมาบ้าง จริง ๆ แล้ว การโฆษณาบน Facebook สามารถทำได้สองวิธีหลัก ๆ ด้วยกันครับ คือผ่านเพจแบรนด์โดยตรงด้วยปุ่ม Boost Post และ Promote และอีกวิธีคือการใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Ads Manager ซึ่งบางคนอาจเคยเห็นมาบ้าง แต่ไม่เคยได้ลองใช้จริงเสียที ในวันนี้ เราจะมาลงลึกถึงเครื่องมือตัวนี้กันครับ

Facebook Ads Manager คือเครื่องมือที่สำคัญในการยิงโฆษณา Facebook ที่เหมาะสำหรับทุกธุรกิจ โดยเครื่องมือหลังบ้านนี้เปิดโอกาสให้เราสามารถ สร้าง ปรับแต่ง จัดการ และวิเคราะห์ผลลัพธ์การยิงโฆษณา Facebook เชิงลึกได้ภายในที่เดียว และนอกจากนี้ Facebook Ads Manager สามารถใช้รวมกับบัญชีโฆษณาหลายอันได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือฟรีที่ดีและเหมาะกับแบรนด์มาก ๆ ครับ

ข้อแตกต่างเดียวระหว่างการยิงแอดผ่านปุ่มหน้าเพจและผ่านเครื่องมือ Ads Manager คือ ความสามารถในการปรับแต่งครับ แน่นอนว่าการยิงผ่านปุ่มบนเพจมันง่ายและสะดวกกว่ามาก ๆ เพราะแค่กด ติ๊กนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วกด Promote มันก็ลงโฆษณาให้แล้ว แต่ผมอยากแนะนำว่า การใช้ Facebook Ads Manager นี้จะทำให้เรามีตัวเลือกในการปรับแต่ง Optimize โฆษณาของเราให้ถึงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า ซึ่งการที่เราเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดจะทำให้เราได้ Leads ที่มีคุณภาพแถมยังประหยัดงบที่ใช้ในการโฆษณาอีกด้วย และที่สำคัญที่สุด เครื่องมือ Facebook Ads Manager จะมีผลการดำเนินงาน สถิติ และกราฟที่ช่วยให้เราสามารถประเมินสถานการณ์และปรับโฆษณาให้เข้ากับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้แบบ Real Time อีกด้วย เรียกได้ว่า มีแต่ข้อดีเห็น ๆ จะติดก็ตรงข้อเสียเล็กน้อยข้อเดียวครับ นั่นคือ เครื่องมือนี้สามารถเข้าถึงได้ผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น

พักหายใจหายคอกันหน่อยนะครับ ฟังมาจนถึงตอนนี้ ทุกคนก็คงตื่นเต้นกับเครื่องมือนี้พอสมควร และผมเองก็คงจะเดาได้ว่าหลาย ๆ คนคงกำลังกลัวอยู่ว่า มันจะใช้ยากหรือเปล่า เพราะเท่าที่เล่ามา มันดูยุ่งยากซับซ้อนมาก ๆ ซึ่งผมจะบอกไว้ตรงนี้เลยว่า มันไม่ยากเลยครับ ง่ายมาก ๆ และต่อจากนี้ ผมจะพาทุกท่านเริ่มทำแคมเปญโฆษณาด้วย Facebook Ads Manager แบบ Step by step โดยที่หลังจากอ่านจบ ทุกท่านจะสามารถยิงแอดผ่าน Facebook ได้แบบง่าย ๆ ไม่ต้องพึ่งใครเลยล่ะครับ

แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น จะดีกว่าไหมหากเรารู้จักกับรูปแบบของโฆษณาที่อยู่บนแพลตฟอร์ม ซึ่งหลาย ๆ คน รวมทั้งตัวผมเองก่อนหน้านี้ ก็รู้แค่ว่า เรายิงแอดเฟซบุ๊กที่เป็นโพสต์และรูปได้ บางคนก็อาจจะรู้ว่าเป็นวิดีโอได้ แต่จริง ๆ แล้ว Facebook ได้เปิดโอกาสให้เราสร้างโฆษณาผ่าน Format ต่าง ๆ มากถึง 12 รูปแบบ เหมาะกับสาย Content Marketing สุด ๆ ส่วนจะมีแบบไหนบ้าง ถ้าอยากรู้ สามารถอ่านต่อได้ที่ รู้จักกับประเภทของ Facebook Ads ทั้ง 12 รูปแบบ ได้เลยครับ

ขั้นตอนการสร้างโฆษณาแบบ Step by step

แล้วก็มาถึงไฮไลท์ของบทความนี้กันแล้วครับ เราจะมาดูวิธีการสร้างโฆษณา Facebook แบบสเต็ปบายสเต็ป ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วก่อนหน้านี้ เราจะสร้างผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า Facebook Ads Manager ส่วนวิธีการเข้าก็สามารถเลือกที่ Ads Manager ที่เมนูด้านซ้ายมือของเฟซบุ๊ก หรือคลิก ที่นี่ ได้เลยครับ ซึ่งในบทความนี้ ผมจะอธิบายเครื่องมือที่เป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษนะครับ

อีกอย่างหนึ่ง ก่อนจะเริ่มสร้างแคมเปญ คุณต้องมีเพจสำหรับแบรนด์ก่อนนะ

Step 1: กำหนดวัตถุประสงค์แคมเปญ

Log in เข้า Facebook Ads Manager และเลือกแท็บ Campaigns จากนั้นกด Create เพื่อสร้างแคมเปญโฆษณา Facebook ใหม่ โดยในปัจจุบัน Facebook มี Objective ทางการตลาดให้เลือกมากถึง 3 หัวข้อ 11 เป้าหมาย แบ่งได้ดังนี้ครับ

1. Brand Awareness: สร้างการรับรู้แบรนด์ แนะนำแบรนด์ให้กลุ่มใหม่
2. Reach: แสดงโฆษณาให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด
3. Traffic: สร้างจำนวนผู้เข้าชมเว็บปลายทางทั้งในและนอกเฟซบุ๊ก
4. Engagement: เพิ่มจำนวนคนที่จะเห็นและเกิดการมีส่วนร่วมกับโพสต์หรือกดติดตามเพจ เพิ่มจำนวนคนที่จะมาร่วม Event
5. App installs: เชิญชวนให้คนติดตั้ง หรือ ซื้อแอป
6. Video views: เพิ่มจำนวนการรับชมวิดีโอ
7. Lead generation: สร้าง Leads และเก็บข้อมูลลูกค้าเป้าหมาย
8. Messages: กระตุ้นให้คนติดต่อเพจผ่านแอพ Messenger
9. Conversions: ทำให้เกิดการดำเนินการที่มีมูลค่าบนเว็บไซต์หรือแอปของคุณ เช่น เพิ่มข้อมูลการชำระเงินหรือซื้อสินค้า
10. Catalog Sales: สร้างโฆษณาที่จะลิงก์ไปหาแคตตาล็อกสินค้าและโชว์ Leads ที่มีโอกาสซื้อ
11. Store traffic: แสดงตำแหน่งที่ตั้งของร้าน เพื่อโปรโมทธุรกิจกับคนที่อยู่ใกล้เคียง

เราควรเลือก Objective ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของการโฆษณาครั้งนั้น ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ โดยเมื่อเลือกแล้ว ในบางรูปแบบจะมีให้เลือกต่อไปอีก มันจะโชว์ขึ้นมาอัตโนมัติเลย ตัวอย่างเช่น หากเราเลือก Engagement แล้ว มันจะเด้ง Sub-category ย่อยให้เราเลือกต่ออีกว่า อยากให้เป็น Engagement แบบไหน มีทั้งส่วนร่วมในโพสต์ กดไลก์เพจ และตอบรับเข้าร่วม Event ครับ

เมื่อเลือกเสร็จแล้วให้กด Continue

Step 2: ตั้งชื่อให้ Campaign

หลังจากนั้นเราจะตั้งชื่อแคมเปญโฆษณา ถัดลงมาจะเจอ Special Ad Categories ซึ่งตรงนี้เขาจะให้เรายืนยันว่า โฆษณาตัวนี้ของคุณเกี่ยวข้องกับการเมือง ปัญหาทางสังคม การจ้างงาน บ้านและที่อยู่อาศัย หรือการเลือกตั้งหรือไม่ หากไม่ได้เข้าข่ายพวกนี้ ก็ข้ามไปได้เลยครับ

เมื่อเลื่อนลงมาจะเจอกับ A/B Test ซึ่งเราสามารถกดเพื่อลองรันดูได้เลยครับ สำหรับตรงนี้ ถ้าเป็นสาย Content Marketing จะเวิร์คมาก ๆ ครับ เพราะใช้ฟรีและค่อนข้างมีประโยชน์ แต่หากยังเป็นมือใหม่อยู่ สามารถข้ามไปได้เลยครับ ไม่มีผลมากนัก

จากนั้นเราจะเจอกับ Campaign Budget Optimization ซึ่งเราสามารถเลือกเปิดหรือปิดก็ได้ ตรงนี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อเราสร้างโฆษณาในแคมเปญหลายตัว แต่หากคุณเป็นมือใหม่ สามารถกด Off ไปก่อนได้เลยครับ

กด Next

Step 3: ตั้งงบประมาณและกำหนดระยะเวลา

ด้านบนสุดของหน้านี้ เราจะสามารถตั้งชื่อ Ad Set (ชุดโฆษณา) และเลือกว่าจะลงโฆษณาบนเพจไหน (ในกรณีที่มีหลายเพจ) จากนั้นตรง Budget เราจะกำหนดงบประมาณที่จะใช้ไปกับโฆษณาตัวนี้ โดยสามารถเลือกแบบ Daily ที่กำหนดงบเป็นรายวัน หรือแบบ Lifetime ที่กำหนดงบตลอดระยะเวลาการแสดงโฆษณาก็ได้ จากนั้นด้านล่างตรง Schedule เราก็เลือกวันและเวลาที่จะเริ่มและสิ้นสุดการเผยแพร่โฆษณา โดยอาจเป็นตอนนี้หรือในอนาคตก็ได้ เมื่อลงมาอีกสักหน่อยจะเจอ Show More Option ที่จะให้เราสามารถเลือกวันและเวลาแบบเฉพาะเจาะจงได้เลย ข้อดีคือ เราจะสามารถเลือกเฉพาะวันหรือเวลาที่ Leads ของคุณน่าจะใช้เฟซบุ๊กมากที่สุด ประหยัดงบในการโฆษณามาก ๆ ครับ อย่างไรก็ดี การตั้งแบบนี้จะตั้งได้เฉพาะการเลือกตั้งงบแบบ Lifetime เท่านั้นนะ

Step 4: เลือกกลุ่มเป้าหมาย

ยังอยู่ในหน้าเดิมครับ เมื่อเลื่อนลงมา ก็จะเจอกับส่วน Audience และจะเจอกับ Custom Audiences อย่างแรก ตรงนี้เราจะสามารถใช้เพื่อเลือก Leads ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับบริษัทหรือกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงกับกลุ่มลูกค้าเดิมของแบรนด์ได้ ตรงนี้เราข้ามไปได้เลยครับ

ลงมาตรงนี้จะเป็นส่วนสำคัญครับ เราจะต้องกำหนด Location (สถานที่) Age (อายุ) Gender (เพศ) และ Language (ภาษา) นอกจากนี้ ในส่วนของ Location เราสามารถเลือกจะเอาจังหวัดหรือเขตใดไว้ หรือเอาออกก็ได้ครับ

ในขณะที่กำลังปรับแต่กลุ่ม Audience ตรงนี้ ให้คอยดู Audience Definition ที่เป็นกราฟลักษณะเหมือนมาตราวัดทางด้านขวาไว้ตลอดด้วยครับ มันจะคอยบอกไซส์ของ Audience ที่มีโอกาสเข้าถึง นอกจากนี้ ด้านล่างของมาตราวัด เราสามารถตรวจสอบยอดไลก์เพจโดยประมาณได้ด้วย โดยยอดประมาณนี้จะแม่นยำมากขึ้นเมื่อเราลองรันแคมเปญไปสักพักหนึ่ง อย่างไรก็ดี จำไว้เสมอว่า การประมาณการณ์ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าเราจะได้ยอดตามนี้จริง ๆ

หลังจากนั้นเราจะเจอกับ Detailed Targeting ซึ่งจะช่วยให้เราสโคปกลุ่มเป้าหมายลงไปอีกครับ ตรงนี้สำคัญตรงที่ว่ายิ่งเรายิงได้ตรงจุด ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมากกว่า ตรงนี้จะมี 3 ส่วนให้เราเลือกครับ

  • Detailed Targeting: เราสามารถเลือก Include หรือ Exclude กลุ่มเป้าหมายด้วย Factor จำพวก ข้อมูลประชากร (การศึกษา ฐานะ ความสัมพันธ์ ฯลฯ) ความสนใจ (อาหาร กีฬา เทคโนโลยี ฯลฯ) และพฤติกรรม (ท่องเที่ยว พฤติกรรมการซื้อ กิจกรรมทางดิจิตัล ฯลฯ) หลังเลือกเสร็จจะมีช่องให้ติ้กเขียนว่า Detailed Targeting Expansion ซึ่งหากติ้ก เวลาที่เรารันโฆษณาไปแล้ว อัลกอริทึ่มของเฟซบุ๊กจะมีโอกาสมองหาและส่งโฆษณาไปยังคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย แต่มีแนวโน้มไปในทางบวกแบบอัตโนมัติครับ
  • Languages: ตรงนี้เราสามารถเลือกเผยแพร่โฆษณาไปยังกลุ่มคนที่พูดภาษาที่เลือกได้
  • Connections: เราสามารถเลือก Include หรือ Exclude กลุ่มคนที่เคย ไม่เคย หรือมีแนวโน้มที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับหน้าเพจแบรนด์ แอพของเรา หรือ Event ในอดีตได้


Step 5: เลือกตำแหน่งการจัดวาง

เมื่อเลื่อนลงมาอีกสักนิด เราจะเจอกับ Placement ที่เราจะกำหนดว่าโฆษณาของเราจะไปอยู่ตรงไหนครับ คำแนะนำง่าย ๆ คือ หากคุณยังเป็นมือใหม่ แค่ตั้งว่า Automatic Placements ก็เพียงพอแล้วครับ เวลาเลือกออปชั่นนี้ Facebook จะวางโฆษณาไว้ทั่ว Facebook Instagram และ Messenger โดยคำนวณผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแบบอัตโนมัติ แต่หากคุณเริ่มเซียนแล้ว และอยากจะเลือก Manual Placement ที่เฉพาะเจาะจง ตรงนี้เราก็สามารถเลือกได้สี่ส่วนครับ

  • Devices: เลือกแบบคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือทั้งคู่
  • Platforms: เลือกแพลตฟอร์ม FB IG Messenger หรือแพลตฟอร์มของผู้รับสารเป้าหมาย
  • Placements: เลือกให้อยู่ในหน้าฟีด สตอรี่ In-stream (วิดีโอ) การค้นหา ข้อความ ในบทความ หรือจะให้อยู่ในเว็บหรือแอพนอกเฟซบุ๊กก็ได้
  • Specific Mobile Devices & Operating Systems: เลือกระบบปฏิบัติการ iOS Android หรือทั้งคู่

Step 6: กำหนด Brand Safety

เลื่อนลงมาตอนใกล้ตอนท้ายของหน้า จะเจอกับ Brand Safety ตรงนี้ เราจะสามารถเลือกได้ว่าจะไม่ให้โฆษณาของเราไปอยู่ในตำแหน่งใกล้กับคอนเทนท์ที่ไม่เหมาะสมซึ่งอาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ตัวอย่างเช่น ในส่วน Inventory Filter เราเลือกได้ว่าจะให้ป้องกันคอนเทนท์ระดับไหน ปกติแล้ว Facebook จะตั้งอัตโนมัติไว้ที่ Standard Inventory หากเลือกเปลี่ยนไปที่ Limited Inventory ที่เข้มงวดกับเนื้อหามาก ๆ (ภาพเลือดตายางออกเล็กน้อยจะไม่ถูกโชว์พร้อม ๆ กับโฆษณาของเรา) ก็มีโอกาสที่คนจะมองเห็นโฆษณาเราน้อยลง แถมยังมีค่าใช้จ่ายแพงขึ้นอีกด้วย ผมแนะนำว่าตั้งกลาง ๆ ไว้จะดีที่สุดครับ

คราวนี้เมื่อตั้งทุกอย่างเรียบร้อย ตรวจดูความถูกต้องอีกครั้งแล้วกด Next

Step7: สร้างโฆษณา

มาถึงส่วน Ad Creative ที่เราจะตั้งค่าตัวคอนเทนท์โฆษณาของเราแล้วครับ ตรงนี้เราสามารถเลือกรูปหรือวิดีโอที่โพสต์ไปแล้ว หรือใช้อันใหม่ก็ได้ และที่สำคัญ สามารถกดสร้างขึ้นมาใหม่ได้เลย ซึ่ง Format ที่เลือกใช้ได้ก็จะมีให้ตาม Campaign Objective ที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่แรกครับ นอกจากนี้ หากเป็นรูป ยังมีออปชั่น Turn into Video ที่จะทำให้รูปเปลี่ยนเป็นสไลด์โชว์ได้ด้วย ซึ่งเราก็สามารถตัดต่อวิดีโอตรงนั้นได้เลย

หลังจากทุกอย่างเสร็จสรรพ อย่าลืมตรวจทานทุกอย่างให้เรียบร้อย พร้อมเช็คดูตรง Preview ที่ฝั่งขวาสักนิดว่าทุกอย่างถูกต้องตามที่เราต้องการ หลังจากนั้นก็กดปุ่ม Publish สีเขียวเป็นอันเสร็จสิ้น

สรุป

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมคาดว่าทุกท่านคงพอเข้าใจ เห็นภาพ และสามารถไปเริ่มทำแคมเปญโฆษณา Facebook ด้วยตัวเองได้แล้วล่ะครับ อย่าลืมว่า โซเชียลมีเดียก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม ยิ่งเฉพาะกับการทำ Content Marketing ในยุค Digital Transformation แบบนี้ นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ยอดเยี่ยมที่คุณจะสามารถดึง Traffic ให้เข้าเว็บคุณผ่าน Backlink ช่วยส่งเสริม Search Engine Optimization (SEO) ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ขอเพียงเลือก Optimize โฆษณาให้ถูกต้อง เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ลองทำบ่อย ๆ การยิงแอดครั้งต่อไปก็จะเป็นเรื่องง่ายแล้วล่ะครับ

Reference
https://blog.hootsuite.com/how-to-advertise-on-facebook/
https://bit.ly/2QaeQs0
https://www.facebook.com/business/learn/lessons/two-ways-to-advertise-your-business
https://www.startupnow.in.th/how-to-facebook-ads-step-by-step-very-easy/

Thanaruk Yasamut


Hi! You can follow me on the social handle below 

{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

Subscribe to our newsletter now!

>