ใครก็ตามที่ใช้ วิธีการ Inbound Marketing แล้วไม่ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ นั่นแสดงว่าบางอย่างได้ขาดหายไป และสิ่งที่ขาดหายไปนี่แหละจะเป็นกุญแจไปสู่กลยุทธ์และแผนการที่ประสบความสำเร็จหลังจากลงมือทำตามเทคนิคต่างๆเรียบร้อยแล้ว

เนื่องจากเรามักจะลืมขั้นตอนบางอย่างไปบ้างในการทำระบบ Inbound Marketing คุณจึงจำเป็นต้องมั่นใจว่าการทำงานของคุณมีครบทั้ง 3 ขั้นตอนสำคัญนี้  

  1. วางกลยุทธ์และแผนการ (Strategy and Plan)
  2. นำไปปฏิบัติและสร้าง (Implement and build)
  3. สุดท้ายแล้วต้องมีการปรับปรุงและมีการเติบโต (Optimise and grow)

หากข้ามไปขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งแล้วล่ะก็ คุณอาจจะเสี่ยงที่จะทำให้โปรแกรมมีผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยน่าพอใจสักเท่าไหร่ หรือจะพูดว่าผลลัพธ์น้อยกว่าที่คาดหวังไว้นั่นเอง

สุดท้ายแล้ว หากใช้วิธีการแบบ Inbound Marketing ในแบบครบขั้นตอนที่กล่าวไปแล้วนั้น ก็หมายความว่าคุณได้วางกลยุทธ์การค้นหาที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณง่ายต่อการค้นหา หรือคุณได้สร้างสรรค์เนื้อหาที่โดนใจลูกค้าได้แน่ๆ

เพราะวิธีการนี้ก็เหมือนกับวงออร์เคสตร้า ที่คุณมีนักดนตรีที่เยี่ยมยอดเพียงใด แต่ถ้าเค้าเล่นดนตรีไปตามใจตัวเอง เพลงที่ออกมาก็จะแย่แน่นอน แต่หากได้รับการนำโดยวาทยากรที่ดีแล้วนั้น เพลงที่ออกมาก็จะออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับ Inbound Marketing

การวางกลยุทธ์และการวางแผน

ในระหว่างการวางแผนและการตั้งเป้าว่าจะเจาะกลุ่มเป้าหมายตลาดไหน หรือข้อความที่จะสื่อสาร เรื่องราวที่จะสื่อสารควรออกมาในรูปแบบไหน การวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้ก็สำคัญไม่แพ้กัน คือการที่เราหมั่นคอยเช็คดูว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีประสิทธิภาพไหม เช่น ผู้ชมที่เข้ามาใช่กลุ่มลูกค้าที่เราคาดหวังไว้หรือเปล่า หรือคนเหล่านั้นได้อ่านบทความที่คุณเขียนขึ้นมาไหม เขาได้ให้อีเมลหรือข้อมูลติดต่อกับคุณรึเปล่า หรือได้ติดต่อกลับมายังเว็บไซต์ของคุณไหม สิ่งเหล่านี้คือสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในการวัดผลลัพธ์ของระบบ Inbound Marketing และยังเป็นวิธีการที่สำคัญที่สุดของวิธีการทางการตลาด

คุณจะต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมการวางแผนถึงสำคัญมาก ก็เหมือนกับถ้าจะอบเค้กช็อกโกแล็ตแล้วไม่มีสูตรก็ไม่ได้ เพราะหากอบเค้กโดยไร้สูตรแล้วนั้น เชื่อเลยว่าตอนจบจะต้องไม่เข้าท่าแน่ๆ

คุณต้องการการวางแผนและแผนนั้นคุณจำเป็นจะต้องวางให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจของคุณ

การสร้างและใช้ทรัพที่ยากรของ Inbound Marketing

ในขั้นตอนการสร้างนี้ คุณจะต้องสร้างทรัพยากรที่ดีเพื่อดึงคนที่จะสามารถกลายมาเป็นลูกค้าคุณในอนาคตให้เข้าได้มากที่สุด ได้แก่ การสร้างเว็บไซต์ การผลิตเนื้อหา การสร้างRelationshipผ่านทางอีเมล การใช้influencer การทำ search engine เป็นต้น และพยายามที่จะทำให้ระบบทั้งหมดสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างอัติโนมัติเท่าที่จะเป็นไปได้ ตอนนี้การวางกลยุทธ์และการวางแผนของคุณก็ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ที่นี้คุณก็จะได้รับคำตอบแล้วว่าคุณจะต้องทำอะไรในขั้นตอนต่อไป และจะต้องสร้างมันอย่างไร

ตัวอย่าง หากคุณต้องการสร้างเว็บไซต์ใหม่ คุณต้องการให้ผู้ชมเสิร์ชเข้ามาในคำที่ต้องการ วลี หรือคำถามที่คุณอยากให้ลูกค้าเจอเว็บไซต์ของคุณ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจะต้องสร้างกลยุทธ์การเสิร์ชก่อนจะสร้างเว็บ คุณต้องมั่นใจว่าเว็บไซต์ของคุณมีเพจ ข้อเสนอ และเนื้อหาที่จะดึงให้คนเข้ามาซื้อได้ ดังนั้น การวางกลยุทธ์จึงจำเป็นที่จะต้องทำก่อนการสร้างเว็บไซต์ เพราะคุณต้องการให้เว็บไซต์ช่วยเพิ่มยอดขายให้คุณได้ ก็จำเป็นที่จะต้องคิดว่าจะดึงให้คนเข้าเว็บไซต์กลายมาเป็นลูกค้าได้อย่างไรนั่นเอง

ขั้นตอนการสร้างระบบ Inbound Marketing เรียกได้ว่ามีความหลากหลายขั้นสุด เช่นเดียวกับความแตกต่างของบริษัทและคนบนโลกนี้เลยทีเดียว เพราะทุกๆระบบมีความแตกต่าง

หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่มหาศาล คุณจำเป็นที่จะต้องการวิธีการทางการตลาดมาใช้เป็นอย่างมากเพื่อที่จะดึงเอาผู้ชมให้เข้ามายังเว็บไซต์และกลายเป็นลูกค้าในที่สุด

หากคุณมีเป้าหมายที่ไม่ใหญ่นัก ก็สามารถลงทุนน้อยๆ เทคนิคน้อยๆไปก่อน แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าระบบ Inbound Marketing ของคุณอย่างน้อยต้องมี 3 เทคนิคที่กล่าวไปข้างต้น

คุณจำเป็นจะต้องใช้เทคนิคที่จะทำให้คนค้นหาคุณเจอและเทคนิคที่จะเปลี่ยนจากผู้ชมมาเป็นลูกค้าของคุณ

เทคนิคให้คนเสิร์ชเจอ

  • SEO ( การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้นๆ)
  • Off-site Optimization ( การอาศัยปัจจัยภายนอกทำให้อันดับเว็บดีขึ้น)
  • โซเชียลมีเดีย
  • การตลาดแบบใช้ Influencer
  • Pay Per Click ( การลงโฆษณาบนหน้าผลการค้นหากับ Search Engine โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคลิกโฆษณา)


เทคนิคทั้งหมดนั้นมีคาแรคเตอร์พื้นฐานอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ เทคนิคทั้งหลายนี้จะดึงเอาผู้เข้าชมใหม่ๆ มายังเว็บไซต์ของคุณโดยผ่านสื่อที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้เวลาในเว็บนั้นเป็นจำนวนมาก

หากจะพิจารณาถึง on-site SEO แล้ว มันจะช่วยให้เว็บไซต์แสดงผลมากขึ้นเมื่อค้นหาจาก Google Yahoo หรือ Bing นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ การออกแบบเนื้อหา เนื้อหาบล็อกและการเลือกคำที่จะเชื่อมกับ SEO ได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังรวมไปถึงการไปวางลิงค์เว็บไซต์เราในเว็บอื่นๆเพื่อที่จะให้ผู้ชมได้คลิกเข้ามาหาเว็บเรา

โซเชียลมีเดียก็เป็นอีกช่องทางที่จะดึงผู้เข้าชมคนใหม่ๆ หากคุณมี Linkedin Facebook Twitter ที่มีกระแสดี นั่นก็จะทำให้มีใครหลายๆคนอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับบริษัทของคุณมากขึ้น และอย่างที่บอกไปว่าการวางแผนเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ยิ่งวางแผนดีมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ดีมากขึ้นเท่านั้น

customer-playbook-segmentation

Customer Persona

ก่อนที่จะเลือกช่องทางการโปรโมทเว็บไซต์ของคุณ คุณต้องเข้าใจตัวตนของลูกค้าให้ถูกต้องก่อน
ดาวน์โหลดเทมเพลตฟรีเพื่อสร้างบุคลิกของลูกค้าที่สมบูรณ์แบบ (Customer Persona Template)

เทคนิคเกี่ยวกับ Conversion

การทำให้คนค้นหาเราเจอเป็นเพียงขั้นตอนแรกของมหากาพย์การทำ Inbound Marketing นี้ เพราะถัดมาคือ คุณจะต้องเปลี่ยนผู้เข้าชมให้ตัดสินใจกลายมาเป็นลูกค้าของเราให้ได้ ซึ่งขั้นตอนนี้นั้นเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาผนวกกับประสบการณ์เข้าไปด้วย

ขั้นตอนแรก ต้องมั่นใจว่าเนื้อหาของคุณมีการนำเสนอให้เกิดการซื้อในทุกๆขั้นตอนการซื้อ ทั้งการ ทำให้เขารับรู้ถึงแบรนด์ของคุณ การพิจารณา และการตัดสินใจ (ขั้นต้นขั้นกลางและขั้นสุดท้าย)

ต้องมั่นใจว่าการนำเสนอของคุณนั้นเป็นไปตามขั้นตอนที่วางแผนไว้หรือไม่ โดยการทำอะไรที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ชมที่สามารถพัฒนากลายมาเป็นลูกค้าของคุณได้ไม่หว่านวงกว้างเพื่อหาลูกค้าที่ไม่ใช่เป้าหมายของคุณเพราะนั่นเป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองเวลา สิ่งที่คุณควรทำคือ การสร้างความน่าเชื่อถือให้เค้าเห็น การสร้างรีวิวสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจ สร้างคอนเท้นต์ที่มีประโยชน์เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ชมของคุณ ดีกว่าการไปให้ความสำคัญกับ ปุ่มกระตุ้นการตัดสินใจ เช่นปุ่มที่มีเนื้อหา “ติดต่อเรา” “ทดลองเลย” “ทดลองฟรี/ปรึกษาฟรี” อาจจะเป็นอะไรที่ธรรมดาและไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้ว 

ยิ่งสรรหาข้อมูลใหม่ๆมามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ผลลัพธ์มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ลองพิจารณาแผนของคุณและมั่นใจว่าคุณได้วางแผนมาอย่างดีพอที่จะเพิ่มผลลัพธ์และเพิ่มยอดขายให้บริษัทของคุณเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด

เทคนิคการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า

ณ ตอนนี้คุณมีการดึงลูกค้าเข้ามาแล้ว แต่บางคนอาจจะยังไม่พร้อมที่จะซื้อ โดยปกติแล้วนั้น ประมาณ 90% ของลูกค้านั้นมักจะเป็นอยู่ในกระบวนการการพิจารณาและตัดสินใจ ซึ่งหมายถึง ลูกค้าต้องการเวลา และข้อมูลมากพอก่อนจะตัดสินใจซื้อ นั่นหมายความว่า คุณจำเป็นจะต้องดูแลลูกค้าเหล่านี้อย่างดีที่สุด 

ทราฟฟิคที่เข้ามานั้น เราจะสามารถรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านทางอีเมลต่างหรือการ Retargeting ซึ่งอาจจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท อย่างแรกคือ อีเมลที่ให้ความรู้สม่ำเสมอแก่ทุกๆคนรวมไปถึงลูกค้าด้วย อีเมลนี้อาจจะส่งไปประมาณ 1-2 ครั้งต่อเดือน โดยเนื้อหาอาจจะเป็นเคล็ดลับ คำแนะนำต่างๆ ข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรมนั้นๆ หรืออาจจะเป็น กรณีศึกษาจากลูกค้าท่านอื่นๆ เพื่อทำให้เราอยู่ในความคิดของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา นั่นจะทำให้เขาไม่ลืมแบรนด์ของคุณ  

อีเมลอีกประเภทนั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าได้รับผลตอบรับที่แตกต่างกันไปที่สอดคล้องไปกับบนเว็บไซต์ของคุณด้วย เช่น หากพวกเขาดาวน์โหลดหน้าใดหน้านึงไปแล้วนั้น อีเมลอีก 6 ฉบับติดต่อกันก็จะถูกส่งโดยอัตโนมัติ หรือหากผู้เข้าชมได้สมัครเป็นสมาชิกของบล็อกเราไว้ อีเมลอัตโนมัติอีก 3-6 ฉบับก็จะถูกส่งออกไปนั่นเองค่ะ

ดังนั้น หากนำเอาวิธีที่กล่าวไปมาผสานกันได้อย่างลงตัวและพยายามนำเสนอตัวตนออกมาในรูปแบบของการแนะนำ การให้ความรู้ในแต่ละด้านที่ลูกค้าอยากรู้ การโฆษณาแบรนด์คุณควรนำเสนอตัวตนว่าแบรนด์ของคุณคือใครทำอะไรนำเสนอให้ไปในทิศทางเดียวกัน ใกล้เคียงกัน และเผยแพร่ไปในหลายๆ ช่องทาง เพราะปกติแล้วคนเราตัดสินใจซื้อก็ต่อเมื่อเค้ารู้สึกปลอดภัย รับรู้ว่าแบรนด์ของคุณคือใคร ชื่นชอบในสินค้าหรือบริการและเชื่อถือในแบรนด์คุณ

อีกวิธีหนึ่งคือ Retargeting Advertisement นั่นคือการโฆษณากำหนดเป้าหมายผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ของคุณในช่องทางต่างๆพร้อมเนื้อหาเพื่อให้ความรู้แก่พวกเขาเพื่อให้ได้รับความเชื่อถือในแบรนด์

วิธีการทำงานของ Inbound Marketing

วิธีการทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ที่สนใจสินค้ารู้สึกปลอดภัยและเชื่อถือธุรกิจของคุณ เพราะเทคนิคพวกนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาก่อนในเวลาที่พวกเขาต้องการและนั่นทำให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของแบรนด์ของคุณอย่างน่าเชื่อถือ แล้วในท้ายที่สุดเมื่อเขาก็ต้องการทำธุรกิจเขาก็จะนึกถึงแบรนด์คุณและต้องการทำธุรกิจกับคุณนั่นเอง นี่เป็นวิธีการทำงานของระบบ Inbound Marketing

ปรับเปลี่ยน Inbound Marketing เพื่อผลลัพธ์ที่ไปได้ไกล

เมื่อทำตามขั้นตอนด้านบนแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็จะเป็นวิธีการที่จำเป็นจะต้องมีการทดสอบอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ต่อสัปดาห์ หรือเดือนต่อเดือน วิธีการ Inbound Marketing นี้เป็นวิธีการที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากวิธีการนี้แสดงข้อมูลแบบ real-time โดยสามารถเข้าถึงได้ง่าย ตัดสินใจง่าย ทดสอบการตัดสินใจและเห็นผลลัพธ์เร็วไว ดังนั้น เราก็ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และนี่คือหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดีตามเป้าหมายที่วางไว้

การที่จะปรับเปลี่ยนได้อย่างสมบูรณ์นั้นต้องอาศัยวิธีการทางการตลาดโดยเฉพาะ คุณจะต้องพร้อมที่จะทดสอบทุกอย่างและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตามข้อเท็จจริงและข้อมูลเสมอ อีกทั้งคุณจำเป็นจะต้องมีระเบียบและวิธีการดำเนินงานที่ชัดเจน เช่น Dgtl8 พวกเราคิดวิเคราะห์ ปรับปรุง พร้อมกับระดมสมองไปกับทีมและกลั่นกรองออกมาเป็นกลยุทธ์ที่อิงไปกับข้อมูลจริงโดยเราปรับปรุงวิธีการทำงานกันแบบเดือนต่อเดือน

พัฒนาเรื่อยๆ

สรุปแล้วนั้น สิ่งที่จำเป็นในการใช้ระบบ Inbound Marketing นี้ เป็นวิธีที่จะต้องใช้ความสามารถจากการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนกลยุทธ์ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปหากเจอผลลัพธ์แบบนี้ ดังนั้น อาจจะต้องถึงมือผู้เชี่ยวชาญและเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา หากคุณคิดว่าคนในทีมอาจจะทำออกมายังไม่ดีพอ การทำงานร่วมกับเอเจนซี่ที่ไว้ใจได้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ฉลาดนะคะ

pandeyvishanu@gmail.com


Hi! You can follow me on the social handle below 

{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

Subscribe to our newsletter now!

>