ในชีวิตประจำวัน เราพบเจอกับการเล่าเรื่องอยู่ตลอด โฆษณายาสีฟันก็เป็นการเล่าเรื่อง ฟังรีวิวโทรศัพท์จากอินฟลูเอนเซอร์สายไอทีก็เป็นการเล่าเรื่อง แม้กระทั่งแม่ค้าไลฟ์สดขายเสื้อผ้ามือสองยังมีเรื่องมาเล่าให้เราฟัง การเล่าเรื่องอยู่ในชีวิตเราตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้คือการถ่ายทอดร้อยเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ออกมาน่าสนใจ จริง ๆ แล้ว การพูดเล่าเรื่อง (Storytelling) อยู่ร่วมกับมนุษย์เรามานานจนถือว่าเป็นรูปแบบของการสื่อสารที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ หากพูดถึงละครซึ่งเป็นสื่อบันเทิงที่เก่าแก่ที่สุดก็ใช้การเล่าเรื่อง หรือแม้แต่คัมภีร์ไบเบิลก็ใช้เทคนิคของการเล่าเรื่อง และเช่นเดียวกัน คุณก็คงไม่แปลกใจหากจะบอกว่าการเล่าเรื่องก็ถูกนำมาใช้กับการสื่อสารทางธุรกิจและการตลาดเช่นกัน

หลากหลายธุรกิจแข่งขันด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ แต่นักการตลาดทุกคนย่อมรู้ดีว่า ต่อให้มีสินค้าที่ดี การบริการที่ดี หรือความตั้งใจของแบรนด์ที่อยากผลิตของดีๆ บริการที่มาจากใจให้กับกลุ่มผู้บริโภคมากมายขนาดไหน หากความตั้งใจนี้ไม่ถูกสื่อสารไปถึงกลุ่มลูกค้า ไม่เกิดการรับรู้ มันก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น ในยุคปัจจุบันที่แต่ละตลาดมีการแข่งขันสูง แบรนด์จำนวนมากจึงนำเอาวิธีการเล่าเรื่องแบบ Storytelling เข้ามาช่วยสื่อสารกับลูกค้าและเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้การทำ Content Marketing ของแบรนด์ดีขึ้น ด้วยข้อดีหลากหลายประการ เช่น การสร้างจุดเชื่อมโยงกับลูกค้า สร้างความน่าสนใจ และสร้างความไว้วางใจ ทำให้ การเล่าเรื่องแบบ Storytelling ถูกนำมาประยุกต์กับการตลาดด้วยเช่นกัน แต่ไม่ใช่ว่าทุกแบรนด์จะสามารถประสบความสำเร็จด้วยการเล่าเรื่องแบบ Storytelling ไม่ใช่แค่ผ่านการเล่าเรื่อง ภายใต้ความสำเร็จของการเล่าเรื่องเชิงการตลาด มันมีเทคนิคอะไรมากกว่านั้น

ในวันนี้ เราจะมาทำความเข้าใจการเล่าเรื่องแบบ Storytelling ในมุมมองการตลาดในปัจจุบัน ว่าทำไม Storytelling ถึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน Content Marketing Strategy ของหลายๆ แบรนด์ได้ ข้อดีของการเล่าเรื่องคืออะไร และที่สำคัญที่สุด เราจะนำเสนอสูตรการเล่าเรื่องยอดนิยม พร้อมแนะนำเคล็ดลับการเล่าเรื่องที่จะช่วยให้คุณสามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“เพราะการที่ทุกคนเล่าเรื่องได้ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเล่าเรื่องดี”

หากพร้อมแล้ว เรามาเรียนรู้ศาสตร์แห่งการเล่าเรื่องไปพร้อมกันเลยครับ

Storytelling ในมุมมองของการตลาด

Storytelling ก็คือ การพูดเล่าเรื่อง ถือเป็นหนึ่งในสกิลทางการตลาดที่ทรงพลังมากที่สุด จนเรียกได้ว่าเป็นสกิลที่เป็นที่ต้องการสำหรับอนาคตเลยทีเดียว แน่นอนว่าเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับทักษะการเล่าเรื่อง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเล่าเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเล่าเรื่องที่ดี ผู้ฟังต้องรู้สึกเข้าถึง เชื่อมโยง และร่วมรู้สึกไปกับมัน ยิ่งพอมาเกี่ยวข้องในเชิงธุรกิจ การเล่าเรื่องยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนและทำความเข้าใจ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับภาพลักษณ์ของแบรนด์และตัวผลิตภัณฑ์ที่แบรนด์ต้องการนำเสนอ

ในมุมมองของการตลาด การเล่าเรื่องช่วยให้แบรนด์โดดเด่นจากคู่แข่ง หากคุณเป็นเจ้าของแบรนด์ ลองนึกถึงขนาดตลาดที่คุณอยู่ในตอนนี้สิ มันมีขนาดใหญ่ขนาดไหน แล้วมีคู่แข่งจำนวนเท่าใดอยู่ในตลาดเดียวกับคุณ การที่ผลิตภัณฑ์ของคุณมีคุณภาพหรือสิ่งที่ต้องการนำเสนอแทบจะใกล้เคียงกับคู่แข่ง สิ่งที่คุณควรโฟกัสคือกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด เพราะหากคุณสื่อสารได้โดนใจลูกค้า ทำให้เขารู้สึกเชื่อมโยงกับคุณ ก็มีโอกาสมากกว่าที่เขาจะตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณ ซึ่ง การเล่าเรื่องแบบ Storytelling นี่แหละ ที่จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะสร้างความประทับใจแก่ลูกค้ารวมไปถึงกลุ่มเป้าหมายในอนาคต และนำมาซึ่งการสร้างมูลค่าให้แบรนด์คุณ รวมไปถึงมัดใจลูกค้าให้อยู่หมัดจนกลายมาเป็น Customer Brand Loyalty ในที่สุด

การเล่าเรื่องในเชิงการตลาดสามารถอยู่ในหลากหลายรูปแบบ รูปแบบที่เราคงจะคุ้นเคยกันดีก็คือ Brand Storytelling (Storytelling for brands) หรือการเล่าเรื่องแบรนด์ เป็นการพูดถึงเรื่องราวเบื้องหลังของแบรนด์ของคุณ ว่าคุณผ่านอะไรมา ทำไมธุรกิจของคุณถึงมีอยู่ และธุรกิจของคุณได้ช่วยเหลืออะไรบ้าง ซึ่งการที่ธุรกิจของคุณสามารถแบ่งปันเรื่องราว หรือประสบการณ์ที่เคยผ่านพบเจอมา จะทำให้ธุรกิจของคุณนั้นมีความน่าสนใจมากขึ้น เชื่อมต่อกับผู้คน และสร้างความไว้วางใจในกลุ่มผู้รับสาร

ในบทถัดไป เรามาดูกันดีกว่าว่า การเล่าเรื่องแบรนด์ มันมีข้อดียังไง จากนั้น เราจะไปดูโมเดลการเล่าเรื่องและเทคนิคสำคัญที่จะช่วยเพิ่มทักษะการเล่าเรื่อง เป็นเหมือนอาวุธติดกายให้แบรนด์คุณ

ขอบอกเลยว่าหากคุณอ่านบทความนี้จนถึงบรรทัดสุดท้าย สิ่งที่คุณจะได้จะไม่ใช่แค่หลักการเล่าเรื่องทั่วไป เพราะคุณจะได้รู้เทคนิคและการตั้งเป้าหมายในการเล่าเรื่องของคุณ รวมถึงเทคนิคสำคัญที่จะเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นนักเล่าเรื่องแบรนด์ระดับมืออาชีพที่สามารถมัดใจลูกค้าได้อยู่หมัดทุกครั้งแน่นอน

รู้จักกลุ่มลูกค้าของคุณให้ดีก่อนเล่าเรื่อง

ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องเกี่ยวกับแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณกำลังจะเล่าให้ใครฟัง แน่นอนว่าแต่ละคนที่จะมาเป็นลูกค้าย่อมไม่ได้รู้จักหรือมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์คุณแบบเดียวกันทั้งหมด บางคนอาจรู้จักคุณจาก Online เช่น Facebook หรือ Instagram บางคนอาจรู้จักผ่านช่องทาง Offline เช่น Out-of-home media (OOH Media) หรือ Word of Mouth (WOM) จากคนรู้จัก ดังนั้น คุณต้องวางแผนให้เรื่องที่เล่าและ Customer Journey สอดคล้องกัน ตัวอย่างง่าย ๆ หากลูกค้าพึ่งรู้จักแบรนด์คุณจากเพื่อนแนะนำมา การต้อนรับ New customer ด้วยการเล่าเรื่องโปรโมชั่นหรือแนะนำผลิตภัณฑ์แบบ Hard Sell ในช่วงเวลานั้นคงไม่ใช่การเล่าเรื่องที่ดีนัก อาจสร้างความกลัวหรือความเบื่อหน่ายว่าโดนขายของอีกแล้วให้กับ New customer คนนั้น กลับกัน หากแบรนด์ทำความเข้าใจ Customer Journey ของตัวเองดี วิเคราะห์แต่ละ Touchpoint ของ customer ตั้งแต่ก่อนรู้จักแบรนด์ไปจนถึงการปิดการขายว่า ลูกค้านั้นมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ตรงจุดไหนบ้าง และทำความเข้าใจว่าแบรนด์ควรจะหยิบยกประเด็นหรือเรื่องราวแบบไหน ส่งมอบให้ลูกค้าใน Touchpoint ไหนที่จะทำช่วยทำให้การเรื่องของแบรนด์นั้นเกี่ยวข้องและ Relate กับตัวลูกค้ากลุ่มนั้นให้ได้มากที่สุด โดยที่กลุ่มลูกค้าไม่รู้สึกอึดอัดหรือรู้สึกโดนยัดเยียดเรื่องเล่าที่เขาไม่ต้องการ

 หากแบรนด์เข้าใจ Customer journey และ เรื่องที่จะเล่าในแต่ละ Touch point แล้ว อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงนั่นก็คือ การกระจายเรื่องราวส่งไปยังช่องทางหรือแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่ม

สิ่งหนึ่งที่เราอยากให้คุณคิดไว้เสมอก่อนการเล่าเรื่องแบบ Storytelling คือ

“การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ บทความที่ใช่ ช่องทางที่ใช่ ในเวลาที่ใช่”

หากการถ่ายทอดเรื่องราวที่สื่อสารออกมานั้นเป็นเรื่องราวที่ถูกคิดออกมาตามใจแบรนด์ แต่ไม่สอดคล้องกับ Customer Journey นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังผลักไสลูกค้าออกไปแทนที่จะดึงเข้ามาก็ได้ เพราะการเล่าเรื่องโดยแสดงให้เห็นว่าคุณเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง จะทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์คุณ และรู้สึกผูกพันกับแบรนด์คุณ จนท้ายที่สุด เปลี่ยนไปเป็นลูกค้าประจำ ลองคิดดูว่าหากเราติดใจหรือมั่นใจว่าแบรนด์นี้ดีจริง เราก็มักจะอยากแนะนำและบอกต่อคนรอบตัวให้ไปใช้บริการนั้นๆ อีกด้วย

แล้วทำไมต้องเล่าเรื่องแบรนด์ สำคัญยังไง

1. สร้างความโดดเด่น

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ปัจจุบันมีคอนเทนท์มากมายโลดแล่นอยู่ในชีวิตประจำวัน คู่แข่งจากทั่วมุกมุมโลกกำลังแก่งแย่งความสนใจจากผู้ชมตลอดเวลา เป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้ลูกค้าหันมาสนใจในตัวแบรนด์ของคุณ แทนที่จะโยนตัวเลข สถิติ หรือข้อมูลธรรมดาที่น่าเบื่อ การเล่าเรื่องจะทำให้คอนเทนท์ของคุณโดดเด่นและน่าสนใจมากขึ้น แน่นอนว่าการพูดถึงปัญหาที่แบรนด์คุณประสบพบเจอ การรับมือ รวมถึงความสำเร็จที่แบรนด์คุณได้รับเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และอย่าหวังว่าแบรนด์อื่นจะสามารถลอกเลียนแบบได้

2. สร้างความสัมพันธ์ทางใจ

การเล่าเรื่องต่างจากคอนเทนท์ปกติตรงที่ว่า คุณไม่ได้พูดถึงแต่เรื่องของสินค้าหรือบริการ แต่การเล่าเรื่องเป็นเรื่องของการถ่ายทอดอารมณ์ไปถึงตัวลูกค้าและสิ่งที่เราต้องการทำเพื่อช่วยเหลือ แก้ปัญหาให้พวกเขา จงใช้เรื่องราวของคุณในการเชื่อมต่อความรู้สึกที่ลึกซึ้งระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เช่นเดียวกับข้อแรก การพูดถึงประสบการณ์ของแบรนด์ อุปสรรค ความสำเร็จ และความมุ่งมั่นที่ต้องการแก้ปัญหาให้กับลูกค้าของแบรนด์ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นและรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ จนเกิดเป็นความรู้สึกภักดีต่อแบรนด์ได้อีกด้วย

สูตรการเล่าเรื่องยอดนิยม

ในการเล่าเรื่องเพื่อเป้าประสงค์ทางการตลาดและการสื่อสารแบรนด์นั้น มีหลากหลายสูตรการเล่าเรื่องมากมายนับไม่ถ้วน อย่างไรก็ตาม วันนี้เราจะมารู้จักกับสูตรการเล่าเรื่องยอดนิยมที่หลาย ๆ แบรนด์เลือกใช้ และให้ผลลัพธ์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป โดยสูตรการเล่าเรื่องนี้มีชื่อว่า Before-After-Bridge (BAB) โดยสูตรการเล่าเรื่องนี้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับ Content Marketing อย่างโฆษณา บทความ หรือประวัติความเป็นมาของแบรนด์ก็ได้

วิธีการเล่าเรื่องด้วยสูตรแบบ Before-After-Bridge นั้นง่ายมาก อันดับแรกคือ รู้ว่า แบรนด์คุณต้องการนำเสนออะไร มีผลิตภัณฑ์ใดที่เป็นโซลูชั่นที่จะเข้ามาจัดการปัญหาให้ลูกค้า จากนั้นตั้ง Persona ของผลิตภัณฑ์ ว่า ลักษณะนิสัยหรือไลฟ์สไตล์ของคนที่จะมาเป็นลูกค้าของคุณเป็นใคร ซึ่งคนนี้แหละ ที่คุณจะนำมาเป็นต้นแบบของตัวละครใน Storytelling ครั้งนี้

Brand: แบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า
Persona: นักศึกษาหญิง ชื่อเอ อายุ 21 ปี ไม่มั่นใจใบหน้าของตัวเองที่มักมีสิวอุดตันขึ้น


หลังจากกำหนด Persona แล้ว ก็ถึงเวลาเล่าเรื่อง โดยเริ่มเล่าจากตัวละครที่มีปัญหาในตอนแรก หลังจากนั้นก็ตัดไปถึงตอนที่ปัญหานั้นก็หมดไป และจบด้วยเคล็ดลับแก้ปัญหา นั่นก็คือผลิตภัณฑ์หรือสิ่งที่แบรนด์คุณต้องการนำเสนอเพื่อขจัดความกังวลใจนั่นเอง

Before: ชี้ให้ผู้ชมเห็นว่า สิวเป็นเรื่องซีเรียส ทำให้ขาดความมั่นใจ โดนเพื่อนล้อ และตัว Persona จำเป็นต้องจัดการกับปัญหานี้ของตัวเอง
After: หน้าตาของเอดีขึ้น ไม่มีสิว มั่นใจในตัวเอง เข้าไปคุยกับเพื่อน ๆ ได้อย่างสบายใจ ยิ้มแย้ม
Bridge: ตัวเชื่อมระหว่าง Before กับ After เผยเคล็ดลับวิธีการแก้ปัญหา ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์


ซึ่งอย่างที่บอกไป การเล่าเรื่องแบบ BAB นี้ คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ Content Marketing แบบไหนก็ได้ ทั้งการเขียนบล็อก เขียนโฆษณา หรือกระทั่งเขียนแผ่นพับสำหรับแจกในบูทกิจกรรม


ตัวอย่าง Storytelling โดยใช้เทคนิค BAB

เทคนิคพิเศษที่ช่วยให้เรื่องราวคุณน่าสนใจ

หลังจากที่เราเรียนรู้ถึงสูตรการเล่าเรื่องไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะลองออกแบบ สร้างสรรค์เรื่องเล่าอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองแล้ว แต่หากจบแค่นี้ มันก็ไม่พิเศษน่ะสิ ในบทนี้ เราจะมาดูเคล็ดลับการเล่าเรื่องและข้อควรระวังสำคัญ ที่คุณสามารถจะนำไปใช้ได้กับ Storytelling ทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่กับ Content Marketing เท่านั้น ขอแอบกระซิบไว้ก่อนว่า หลังจากอ่านจบแล้ว สกิลการเล่าเรื่องของคุณจะพัฒนาจนโดดเด่นเหนือแบรนด์คู่แข่งอย่างแน่นอน

1. มีตัวเอกกับตัวร้าย

เนื้อเรื่องที่ดีจะต้องมีตัวดีกับตัวร้าย ซึ่งตัวร้ายในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนก็ได้ ตัวร้ายที่ว่า อาจเป็นสิ่งของ หรือระบบ ใจความสำคัญของการเล่าเรื่องคือการที่ตัวเอกสามารถเอาชนะตัวร้ายได้ ลองตั้งคำถามดูว่า อยากให้เรื่องของคุณมีตัวร้ายเป็นอะไร แล้วเกี่ยวข้องยังไงกับตัวลูกค้า เช่น สิวที่ทำให้ไม่มั่นใจ อาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป หรือของแพง ๆ ที่คอยดูดเงินออกจากกระเป๋า ในส่วนของตัวเอก เราก็คงพอจะเดาได้แล้วว่าคือตัวแบรนด์ ตัวผลิตภัณฑ์ หรือตัวละครที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นั่นเอง

2. มี Conflict ในเรื่อง

คุณควรใส่ความขัดแย้ง (Conflict) ระหว่างตัวเอกและตัวร้ายลงไปในการเล่าเรื่องด้วย ตัวอย่างเช่นตอนที่ตัวเอกพยายามอย่างหนักที่จะแปรงฟันให้เศษอาหารออกไปให้หมด หรือตอนที่กลุ่มผู้บริหารประชุมกันอย่างเคร่งเครียดเพื่อหาทางสร้างเครื่องซักผ้าแบบใช้พลังงานแสดงอาทิตย์ ในกรณีที่คุณกำลังเล่าเรื่องแบรนด์ คุณอาจลองใส่อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการไต่เต้าขึ้นมาเป็นบริษัทอันดับหนึ่งของประเทศ ถ้าตัวเอกไม่มี Conflict หรือปัญหา อุปสรรคอะไรเลย เนื้อเรื่องก็คงหมดความน่าสนใจ จำให้ขึ้นใจว่า Conflict ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องระหว่างตัวเอกและคนอื่นหรือสิ่งภายนอก (External Conflict) ก็ได้ บางครั้งคุณอาจใช้ Internal Conflict หรือความรู้สึกขัดแย้งภายในตัวเอง เช่น ตอนที่ตัวเอกไม่รู้จะเดินไปทางไหนดี รู้สึกหมดหวัง หรือไม่มั่นใจในตัวเอง การมีทั้ง External และ Internal Conflict จะทำให้เนื้อเรื่องคุณดูมีมิติขึ้นมาก

3. หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่ไม่จำเป็น

พยายามอย่าใส่รายละเอียดที่มากเกินไปให้สิ่งที่ไม่ได้มีผลต่อการดำเนินเรื่องหรือการพัฒนาของตัวละคร การมีแค่รายละเอียดหลักสำคัญจะทำให้ผู้ชมจดจ่อกับเนื้อเรื่อง พวกเขาคงไม่อยากรู้หรอกว่ากางเกงของตัวเอกที่กำลังจะไปบุกรังปีศาจแบคทีเรียเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณย่า จงเล่าอะไรก็ตามที่มีผลโดยตรงกับเรื่อง ข้อมูลที่มากเกินไปจะทำให้ผู้ชมไม่สามารถจดจ่อกับเรื่องของคุณจนกดปิดไม่ก็เลื่อนผ่าน Content ของคุณไปในที่สุด

4. เล่าให้เหมือนกับเวลาที่คุยกับเพื่อน

ข้อนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน คุณต้องอย่าเล่าให้เหมือนกับคุณพยายามขายของ อย่าใช้ศัพท์สูงหรือเฉพาะทางจนเกินไป แน่นอนว่าการแนะนำครีมบำรุงหน้าให้กับลูกค้าโดยบอกผลการวิจัย หรือส่วนผสมทางเคมีจะทำให้ตัวผลิตภัณฑ์ดูน่าเชื่อถือ แต่เรื่องเล่าที่สนุกและน่าติดตามก็คือเรื่องที่ฟังง่ายแล้วผู้ชมเข้าใจ หากคุณไม่สามารถเล่าเรื่องโดยหลีกเลี่ยงการพูดแบบขายของได้ อาจถึงเวลาที่บริษัทคุณต้องหาคนเล่าเรื่องเก่ง ๆ สักคน

5. ใช้ภาพช่วยเล่าเรื่อง

แน่นอนว่าคำพูดหรือตัวอักษรเป็นรูปแบบการเล่าเรื่องที่ง่ายและสะดวกที่สุด เพราะแทบไม่ต้องใช้ทรัพยากรอะไรเลย แต่จะดีกว่าไหม หากคุณสามารถมีรูปหรือวิดีโอประกอบระหว่างนำพาผู้ชมเดินทางไปกับเรื่องของคุณ มนุษย์เป็นสัตว์ที่รับรู้ผ่านสายตาได้ดีที่สุด การมีรูปประกอบเพียงเล็กน้อยในพรีเซนท์ของคุณก็สามารถเพิ่มพลังให้เรื่องเล่าคุณได้แล้ว

6. ทำให้เรื่องเข้าถึงง่าย เกี่ยวข้องกับผู้รับสาร

เช่นเดียวกับข้อที่แล้ว คุณควรเล่าเรื่องให้เหมือนเวลาคุณพูดคุยกับเพื่อน ใช้ภาษาง่าย ๆ กับภาษาที่ไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรมาก นอกจากนั้น ให้เพิ่มความเป็นตัวตนคุณ คุณอาจบอก Pain Point รวมในประสบการณ์ของคุณ จะทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น การมีอะไรสักอย่างที่เหมือนกันระหว่างผู้เล่าและผู้ฟังจะทำให้เนื้อเรื่องดูมีพลังขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ อย่าลืมว่าผู้ฟังเรื่องของคุณคือลูกค้าเป้าหมาย จงหาสิ่งที่มีร่วมกัน ตัวอย่างเช่น ในการเล่า Brand Storytelling คุณสามารถพูดถึงแรงบันดาลใจที่พัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมา เพราะคุณเองก็เคยประสบปัญหานี้เหมือนกัน จึงตัดสินใจลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหานี้ดูด้วยตัวเอง เห็นไหมว่า เหตุการณ์ธรรมดาหลาย ๆ เหตุการณ์ หากเอามาเชื่อมโยงกันดี ๆ ก็สามารถเกิดเป็น Story ที่น่าดึงดูดได้

7. มีเซอร์ไพรส์

เรื่องเล่าที่ไม่มีเซอร์ไพรส์คือเรื่องน่าเบื่อ ปกติแล้วเรามักจะไม่ชอบเรื่องเล่าที่เราเดาตอบจบหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายในเรื่องได้ จงเพิ่มความตื่นเต้นให้เนื้อเรื่องของคุณ ไม่ว่ามันจะเป็นเซอร์ไพรส์ที่ดีหรือแย่ จำไว้ว่า ขอให้มีสักหน่อย จะทำให้เรื่องของคุณน่าตื่นเต้น มีมนต์ขลังขึ้นมาเลยล่ะ

สรุป

การพูดเล่าเรื่องหรือ Storytelling ถือเป็นสกิลสำคัญ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ Content Marketing เกิดขึ้นในทุกหนทุกแห่ง การเล่าเรื่องสำคัญกับแบรนด์เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าได้แล้ว ยังสร้างความรู้สึกร่วม ความสัมพันธ์ และความภักดีต่อแบรนด์อีกด้วย

Storytelling ยังถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสร้างความประทับใจในแต่ละ Touchpoint ตลอด Customer Journey เพราะพวกเขาจะสามารถเห็นและรู้สึกถึง Paint Point ของตัวเองผ่านเรื่องราวที่แบรนด์นำเสนอ สร้างความรู้สึกร่วมและประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง แบรนด์สามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้เพื่อเข้าใจลูกค้าได้อย่างตรงจุด และนำไปใช้ในการกำหนด Key Message เพื่อสื่อสารและเข้าหาลูกค้าจากได้อย่างสวยงาม

โดยรวมแล้ว Storytelling เป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนควรมี แน่นอนว่าทุกคนสามารถเล่าเรื่องได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เล่าเรื่องเก่งและดี ตรงนี้แหละที่เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกแบรนด์จำเป็นจะต้องพัฒนาตลอดเวลา

หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกอยากเริ่มต้นสร้าง Brand Story ให้แบรนด์ของคุณ เพื่อที่จะได้เป็นหนึ่งในใจของกลุ่มเป้าหมายของคุณ ทีม Dgtl8 เรายินดีที่จะช่วยให้คำปรึกษาและช่วยพัฒนาการเล่าเรื่องแบรนด์ของคุณให้เข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าได้ เพราะทีม Dgtl8 เราเข้าใจลูกค้าผ่านแนวคิดแบบ Customer-Centric หรือแนวคิดที่เอาลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการทำการตลาด เข้าใจ Pain Point วาง Storytelling ให้ตรงจุด และตอบรับกับปัญหาของลูกค้า

หากคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ให้เราเป็นผู้ช่วยที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงของคุณดีขึ้น สามารถติดต่อพวกเราได้ที่ info@dgtl8.com หรือคลิก ที่นี่ ได้เลยครับ

Reference
https://www.practicalecommerce.com/7-storytelling-techniques-and-how-to-apply-them
https://stepstraining.co/content/7-formula-storytelling
 

Thanaruk Yasamut


Hi! You can follow me on the social handle below 

{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

Subscribe to our newsletter now!

>