คุณรู้จัก Instagram story ไหมครับ ? Reels ล่ะ ? หรือคุณเคยเล่น TikTok ไหมครับ ? หากคุณเป็นผู้บริโภค คุณคงคิดว่าโซเชียลมีเดียพวกนี้สร้าง Feature ใหม่ ๆ เพราะไม่อยากให้คนเบื่อการเล่นแอปพลิเคชันแบบเดิม ๆ ใช่ไหมครับ

ถูกครับ . . .  เหล่านักพัฒนาคงไม่อยากให้คนเบื่อแอปพลิเคชันของตนเองแน่ ๆ แต่คุณสังเกต pattern ของมันไหมครับ ว่าแอปพลิเคชันพวกนี้อนุญาตให้เราโพสต์วิดีโอที่สั้นลง ๆ ทุกวัน มันมีเหตุผลครับ

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยเรียนวิทยาศาสตร์ใช่ไหมครับ เราได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์หลากหลายแขนงทั้ง ฟิสิกส์ เคมี และชีวะ ถ้าอย่างนั้นคุณคงเคยได้ยินเรื่องของฮอร์โมน (Hormone) มาบ้าง

ใช่ครับ มันคือสารที่สร้างขึ้นจากต่อมไร้ท่อของมนุษย์และสัตว์เพื่อควบคุมการทำงานของระบบร่างกายเรา ซึ่งรวมไปถึงการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก และการกระทำครับ

บางครั้งเราเจอคนที่ทำอะไรแตกต่างจากเรา คิดต่าง หรือมีพฤติกรรมที่ต่างออกไป ทั้งหมดนี้เป็นเพราะระดับของฮอร์โมนของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันทำให้แสดงออกแตกต่างกันนั่นเองครับ แต่มีหนึ่งฮอร์โมนที่มีความสำคัญสำหรับนักการตลาดมากและผมอยากให้คุณรู้ นั่นก็คือ โดพามีน (Dopamine) ครับ

โดพามีนคืออะไร ทำไมถึงสำคัญในการตลาด

โดพามีน อย่างที่บอกไปคือหนึ่งในฮอร์โมนของร่างกายเราครับ มันเป็นสารสื่อประสาทที่ถูกสร้างขึ้นโดยกรดอมิโนชื่อ Tyrosine ครับ และมันมีอีกชื่อเรียกหนึ่งคือ ‘ฮอร์โมนแห่งความรัก’ หรือ ‘ฮอร์โมนแห่งความสุข’ และมันจะถูกปล่อยออกมาเมื่อเราคาดหวังของรางวัลครับ

ที่มันถูกเรียกอย่างนี้เพราะมันเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความสุข ความพึงพอใจของเรานั่นเองครับ หากเราเจอใครสักคนแล้วเราชื่นชอบเขา เราจะ ‘คาดหวัง’ ว่าเขาจะมองหรือสนใจเราเหมือนกัน แล้วโดพามีนเนี่ยแหละครับ จะหลั่งออกมาแล้วทำให้หัวใจคุณเต้นแรงขึ้นจนเหมือนตกหลุมรัก

แต่จริง ๆ แล้วฮอร์โมนตัวนี้เกิดขึ้นได้กับทุก ๆ อย่างเลยครับ ไม่ใช่แค่ความรักอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นคนชอบกินเค้กมาก แล้วคุณดันไปเดินผ่านหน้าร้านเค้ก สมองของคุณจะเริ่ม ‘คาดหวัง’ แล้วครับ ว่าถ้าเค้กหอมกรุ่นที่พึ่งออกจากเตาเข้ามาอยู่ในปากของคุณจะเป็นอย่างไร

Dopamine

แต่พอคุณเข้าไปในร้าน ดันมีคนก่อนหน้าที่เหมาเค้กทั้งร้านเพื่อไปจัดปาร์ตี้ขนมหวาน คุณคงจะเซ็งมากใช่ไหมครับ แล้วทีนี้หากสมมติทางร้านบอกให้คุณกลับมาอีกรอบในหนึ่งชั่วโมงให้หลัง แล้วระหว่างที่คุณรอคอยเค้กนั้น เจ้านายคุณดันโทรมาบอกว่าให้ไปหาภายในหนึ่งชั่วโมง คุณจะรู้สึกอย่างไรครับ

แน่นอนว่าคุณต้องรู้สึกหงุดหงิดและโกรธเจ้านายคุณเป็นแน่ แล้วระหว่างที่คุณประชุมกับเจ้านาย คุณคงจะนึกถึงเค้กนุ่ม ๆ หอม ๆ ที่ทางร้านพึ่งนำออกมาตั้งแน่นอน ถูกไหมครับ ความหิว ความอยากขอคุณจะยิ่งทวีคูณ เหมือนกับการหิวข้าวตอนตีหนึ่ง แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะร้านอาหารปิดหมดแล้ว

นั่นแหละครับ ที่ทำให้โดพามีนสำคัญในโลกการตลาด นักการตลาดทุกคนต้องการให้ลูกค้ามองว่าสินค้าของเขาคือรางวัลครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าเห็นสินค้าของเขา เขาย่อมอยากให้ลูกค้า ‘คาดหวัง’ เพื่อให้โดพามีนหลั่งออกมา และหากไม่ได้สินค้าของเขาไป เขาย่อมต้องการให้ลูกค้ารู้สึกผิดหวัง และอยากได้มันมากขึ้น ๆ จนเหมือนการ ‘เสพติด’

โซเชียลมีเดียเองก็ปรับเปลี่ยน pattern ของวิดีโอ

ทีนี้กลับมาเรื่องของเรากันครับ คุณคงพอจะเดาได้แล้วใช่ไหมครับว่าคนติดโซเชียลมีเดียก็เพราะสิ่งเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาลงรูป หรือข้อความอะไรก็ตาม พวกเขาจะคาดหวังว่าจะได้ไลก์เยอะ ๆ หรือยอด engagement เยอะ ๆ คอมเมนท์เยอะ ๆ ถูกไหมครับ หากเขาได้ไลก์เยอะ เขาก็จะยิ่งมีความสุข และถ้าไลค์หายไป เขาก็จะอยากได้มันมากขึ้น

นั่นแหละครับทำให้เกิดการทำวิดีโอที่สั้นลง และจากผลสำรวจที่เคยมีคนทำไว้พบว่าคนดูวิดีโอใน Facebook ดูเพียงแค่หนึ่งส่วนสามของความยาววิดีโอเพียงเท่านั้น และความยาววิดีโอส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยนั้นอยู่ที่ประมาณ 1 นาทีครับ ซึ่งหมายความว่าคนส่วนใหญ่ดูวิดีโอเพียงแค่ 20 วินาทีเท่านั้น

นี่แสดงให้เห็นว่าคนในโลกโซเชียลมีเดียไม่ได้ engage ที่จะดูวิดีโอตัวเต็มเท่าไหร่นัก นอกเสียจากว่ามันจะสะดุดตาเขาจริง ๆ ดังนั้นแพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงเริ่มเปลี่ยนมาทำวิดีโอที่สั้นลง เพื่อให้คนผลิตคอนเทนต์ได้รับยอด engagement เยอะขึ้น ได้ไลก์เยอะขึ้น และให้คนผลิตคอนเทนต์ตั้งใจผลิตมากขึ้นนั่นเองครับ

ทีนี้ถ้าเรามองในมุมของผู้บริโภคบ้าง คนดูเวลาดูคลิปแน่นอนว่าเขาเกิดความคาดหวังแล้วครับ เขาคาดหวังว่าคลิปนั้น ๆ จะต้องมีอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสนุก สาระ หรืออะไรที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ตอนนั้นนี่แหละครับที่ทำให้โดพามีนพวกเขาทำงาน คุณอาจจะคิดว่าเขาจะต้องไม่สมหวังเท่านั้นถึงจะอยากดูต่อ แต่เปล่าเลยครับ หากคนดูสมหวัง พวกเขาก็สามารถเสพติดได้เหมือนกัน ใครจะไม่อยากมีความสุขนาน ๆ ล่ะครับ ถูกไหม ?

แล้วทีนี้ถึงเขาจะดูคลิปที่สนุกก็จริง แต่ถ้าคลิปมันยาว 10 นาที หลังจากดูไป 3-4 นาทีก็คงจะเบื่อได้ง่าย ๆ ใช่ไหมครับ หากในหนึ่งชั่วโมงคุณสามารถดูคลิปสนุก ๆ ได้ 6 คลิป กับ 60 คลิป  คุณจะเลือกอะไรครับ ?

สงครามการทำ Short video ระหว่างแพลตฟอร์ม

ทีนี้คุณคงรู้แล้วว่าโดพามีนมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างมากในยุคที่เกิด Digital transformation นักการตลาดจึงอยากจะหยิบเอาเรื่องนี้มาเล่นกับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าชื่นชอบตัวสินค้า แต่ในตอนนี้มีหลากหลายแพลตฟอร์มมาก ๆ ที่เข้ามาให้บริษัทเลือกเป็นช่องทางโปรโมท จนเรียกได้ว่ากลายเป็นสงครามการทำวิดีโอสั้นไปแล้ว

เราลองมาดูไปทีละแพลตฟอร์มนะครับ ว่ามีแพลตฟอร์มไหนบ้างที่มีช่องทางการโพสต์วิดีโอสั้น ๆ ที่สามารถเพิ่ม organic reach ให้กับบริษัทของคุณได้ และแบบไหนที่เหมาะกับบริษัทคุณ

1. Instagram

Instagram

Instagram นั้นเรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มแรก ๆ ที่นำวิดีโอสั้น ๆ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วยการสร้าง Instagram story ขึ้นมา โดยบริษัทต่าง ๆ ก็ได้นำข้อดีตรงนี้มาใช้ โดย Instagram stories นั้นได้เพิ่ม Completion rate ให้กับบริษัทต่าง ๆ มากถึง 12% ในปี 2017 ถึง 2018

และหลังจากนั้น Instagram ก็ได้นำเข้า Reels ซึ่งมีลักษณะเป็นคลิปวิดีโอสั้น ๆ คล้าย TikTok ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่าหลังจาก Reels เข้ามามีบทบาทนั้น ในอินเดียมีคนเล่น Instagram นานขึ้นถึง 3.5% และ NBA มียอด engagement เพิ่มขึ้นถึง 22% หลังใช้ Reels เลยทีเดียวครับ

โดย Reels เป็นรูปแบบวิดีโอสั้นแบบหนึ่งที่สามารถเพิ่มยอด reach ให้กับบริษัทของคุณได้ดีที่สุดในแอปพลิเคชัน Instagram เลยทีเดียวครับ แต่แน่นอนว่าคุณต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีความสนุก น่าติดตาม หรือมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้คนดู ไม่เช่นนั้นแล้ว Reels คุณจะถูก Instagram ปัดตกไปทำให้ไม่สามารถสร้าง Reach ได้ครับ

2. TikTok

TikTok

ทีนี้พอเรามาดูที่ TikTok แหล่งรวมคลิปที่เป็นไวรัลกันครับ TikTok นั้นค่อนข้างคล้าย Instagram reels ครับ แต่สำหรับ TikTok นั้น ได้มีการสำรวจพบว่ามีคนใช้เวลาอยู่ในแอปพลิเคชันนานถึง 52 นาทีต่อวันเลยทีเดียวครับ และในประเทศอเมริกาก็มีจำนวนผู้ใช้ TikTok เพิ่มขึ้นถึง 5.5 เท่า ภายใน 18 เดือนอีกด้วยครับ

และหาก Instagram Reels เพิ่ม Organic reach ให้บริษัทคุณได้มากที่สุดในแอปพลิเคชันแล้วละก็ TikTok นั้นยิ่งกว่าเสียอีกครับ เพราะ Organic reach คือยอดคนดูคลิป หรือคอนเทนต์ใด ๆ โดยไม่ได้ผ่านการโปรโมทแบบเสียเงิน หรือไม่มีการซื้อ ads

นั่นหมายความว่ายิ่งแอปพลิเคชันโด่งดังเท่าไหร่ Reach ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น เพราะคุณไม่ใช่เพียงคนเดียวที่เล่น Instagram หรือ TikTok ถูกไหมครับ คู่แข่งของคุณเองก็กำลังใช้กลยุทธ์เดียวกัน แล้ว TikTok ที่เป็นน้องใหม่ มีคนใช้งานน้อยกว่า Instagram แน่นอนว่ายอด Organic reach จะต้องสูงกว่า Instagram และทำ ROI ให้คุณได้มากกว่าแน่นอนครับ

3. Youtube Shorts

Youtube shorts

ในส่วนของ Youtube นั้น ก็ไม่ต่างจากแอปพลิเคชันอย่าง Instagram เพราะตัว Youtube เองถึงแม้ 80% ของเด็กอายุ 15-25 ปี จะดู Youtube แต่ Youtube ก็กลัวว่าจะสูญเสียฐานคนดูที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ไป เพราะพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปทำให้ เด็กรุ่นใหม่สนใจคลิปวิดีโอสั้น ๆ มากกว่า

ดังนั้นทีมพัฒนา Youtube จึงสร้าง Youtube shorts มาตอบโจทย์ลูกค้า แต่อย่างไรก็ตามเพลงที่คุณสามารถนำมาใส่ได้ใน Tiktok นั้นถูกจำกัดใน Youtube เนื่องจากลิขสิทธ์ ทำให้ Youtube ยังด้อยอยู่กว่าบ้าง

นอกจากนี้ใน Channel Youtube นักสร้างคอนเทนต์ทั้งหลายย่อมมีจุดประสงค์ในการสร้างคอนเทนต์ที่ต่างกัน หากการมี Shorts ทำให้คุณสร้างคอนเทนต์ด้วยจุดประสงค์ที่เปลี่ยนไปได้ง่ายขึ้น เพราะ Shorts สั้นกว่ามาก คนที่ติดตามคุณอาจจะไม่ได้สนใจ Shorts นั้นเท่าที่ควร

ยกตัวอย่างเช่นหาก Channel ของคุณโพสต์แต่วิดีโอเกี่ยวกับการออกกำลังกาย หรือเล่นโยคะ แล้ววันหนึ่งคุณรู้จัก Shorts ขึ้นมา คนย่อมคาดหวังให้คุณโพสต์ Shorts เกี่ยวกับการออกกำลังกาย แต่คุณเปลี่ยนมาโพสต์ Shorts ด้วยคอนเทนต์หลากหลายขึ้น เช่นการเดินทางไปต่างประเทศ การทำอาหารแทน คนดูเดิมของคุณอาจจะไม่ได้กดเข้ามาดู Shorts ของคุณเลยก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ข้อดีหนึ่งของ Shorts ก็คือมันอยู่บน Youtube ครับ และนักการตลาดรวมถึงแบรนด์ต่าง ๆ รู้ดีว่าจะหาเงินจาก Youtube อย่างไร กลับกัน Tiktok ไม่ได้มีช่องทางการหาเงินที่ชัดเจนมาก ดังนั้นสุดท้ายหากแบรนด์ต้องการทำคลิปเพื่อธุรกิจ สุดท้ายเขาก็อาจจะต้องกลับมาที่ Youtube แทนครับ

อ่าน Content Marketing แบบเจาะกลุ่มคน Generation ต่าง ๆ ที่นักการตลาดควรรู้

ตัวอย่าง Short Video ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ

หลังจากดูสถิติและเบื้องหลังสาเหตุที่วิดีโอสั้นลงกันแล้ว ทีนี้เราลองมาดูวิดีโอในแพลตฟอร์มเหล่านี้กันบ้างนะครับ ว่ามีอะไรบ้าง และมันประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร

นี่เป็นวิดีโอ TikTok ของ Khaby Lame ครับ เขาเป็น TikToker ลูกครึ่ง Senegal-Italy ที่โด่งดังเพราะวิดีโอสั้น ๆ ที่เขาทำมาล้อเลียนคลิป life hacks ต่าง ๆ ที่ทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้นกว่าเดิม จนสุดท้ายเขาได้เป็น TikToker ที่ได้รับยอด Follower เป็นอันดับสามในแอปพลิเคชัน TikTok

โดยคลิปนี้ก็เช่นกันครับ เขาล้อเลียนการตัดกล่องนมให้เป็นรูปสวยงามเพื่อให้เหมาะแก่การเท แต่มันเสียเวลามาก และอาจจะใช้ไม่ได้จริง เขาจึงแสดงวิธีตัดกล่องนมธรรมดา ๆ ที่ใช้ได้จริง และรวดเร็วครับ

และต่อมาเป็นคนดังจากแอปพลิเคชันเดิมครับ แต่คราวนี้พิเศษตรงที่เป็นคลิปของ Bella Poarch ครับ

เธอเป็นตัวอย่างคนที่สามารถทำเงินใน TikTok ที่อาจจะไม่ได้ได้เงินโดยตรงนัก แต่ก็ถือว่าเธอประสบความสำเร็จครับ เธอโด่งดังจากคลิป lip sync เพลง M to the B ของ Millie B ครับ และหลังจากโด่งดังแล้วเธอก็ได้ทำเพลงเป็นของตัวเองที่พึ่งปล่อยไม่นานมานี้ ชื่อ Build a b*tch ซึ่งถือว่าเป็นการเดบิวต์ที่โด่งดังมากเลยทีเดียวครับ

ต่อมาเรามาดูช่องทางอื่นอย่าง Youtube shorts กันบ้างดีกว่าครับ Influencer คนนี้ชื่อ Jake Fellman ครับ

เขาเป็น Youtuber ที่โด่งดังจากการทำคลิป 3d และเขามียอดผู้ติดตามหรือ Subscribers ถึง 5.36 ล้านคน โดยล้านคนแรก ๆ ของเขานั้น เขาได้มาด้วยเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น และผู้ติดตามส่วนมากมาจากการที่เขาโพสต์ Shorts นั่นเอง

โดยเขามักจะทำ Shorts ตลก ๆ ที่ล้อเลียนเกมอย่าง Among us ครับ และคลิปที่ผมเอามาให้คุณดูเป็นคลิปที่เคยเป็น Second most-viewed shorts หรือคลิป Shorts ที่มีคนดูมากเป็นอันดับสองนั่นเองครับ

และท้ายที่สุดเรามาดู Reels ที่โด่งดังกันบ้างดีกว่าครับ คลิปนี้เป็นคลิปที่มียอดวิวอันดับสองในปี 2021 ครับ นั่นเพราะอันดับแรกเป็นของ Khaby Lame คนเดิม ผมจึงไม่ได้หยิบมาให้ดูครับ

Reels นี้เป็นของ Krish Gawali ครับ เขามียอด Follower ใน Instagram ถึง 2.5 ล้านคน และคลิปนี้เป็นคลิปที่ทำให้เขาโด่งดังครับ

คลิปนี้เขาล้อเลียนเกมดังยอดฮิตอย่าง GTA โดยทำท่าถือกระเป๋าพร้อมน้องหมา และแต่งคลิปให้มีความเป็นตัวเกมครับ เรียกได้ว่าเป็นคลิปที่น่ารักมากจนมีคนดูมากถึง 107 ล้านวิวเลยทีเดียวครับ

บทสรุป

แบรนด์ดังมากมายได้หยิบแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาใช้เป็นเวลานานแล้ว แต่เพราะ Digital transformation ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มีเทรนด์ใหม่เกิดขึ้นมาอย่าง Short video ซึ่งทำมาเพื่อตอบสนองโดพามีนในร่างกายของคน ให้รู้สึกดีเมื่อได้ดูคลิปสั้น ๆ และ อยากดูต่อ

และนอกจาก Influencer ที่ผมได้ยกตัวอย่างให้ดูแล้ว ก็มีแบรนด์ดังมากมายที่หยิบตรงนี้มาใช้เพื่อสร้าง Organic reach ให้กับบริษัทตนเอง เพราะ Short video กำลังจะเป็นเทรนด์สมัยใหม่ที่สามารถดึงดูดเด็กรุ่นปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

หากคุณไม่อยากพลาดโอกาสที่จะสร้าง Reach และ engagement ให้แบรนด์ตัวเองผมหวังว่าคุณจะสามารถนำข้อมูลจากบทความนี้ไปปรับใช้ให้เข้ากับบริษัทของคุณและเลือกแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์บริษัทของคุณได้นะครับ

คุณพร้อมหรือยังครับที่จะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ?

bill


Hi! You can follow me on the social handle below 

{"email":"Email address invalid","url":"Website address invalid","required":"Required field missing"}

Subscribe to our newsletter now!

>